
‘เซ็นทรัล’ผุดรร.ทุกเซ็กเมนต์
โพสต์ทูเดย์
— โรงแรมเซ็นทรัลฯ ลั่นปี 2553 เปิดตัวแบรนด์โรงแรมทุกกลุ่ม หวังเจาะลูกค้าทุกระดับ พร้อมผนึกแอสทูโดฯ สยายปีกบูทีก โฮเทล 10 ปี เพิ่ม 60 แห่ง เผยรายได้จากการรับบริหารอีก 5 ปีพุ่ง 500 ล้านบาทนายสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัล พลาซา ผู้บริหารโรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา เปิดเผยว่า แผนลงทุนธุรกิจโรงแรมปี 2553 จะเปิดตัวแบรนด์โรงแรมระดับ 3 ดาว ในอีก 23 เดือนข้างหน้า เบื้องต้นจะเข้ารับบริหารราว 23 แห่ง และเตรียมเปิดตัวโรงแรมราคาประหยัด (บัดเจต โฮเต็ล) ระดับ 2 ดาว ช่วงไตรมาส 3 ส่งผลให้ปีนี้บริษัทมีโรงแรมรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ตั้งแต่ระดับ 2
–6 ดาวขึ้นไปทั้งนี้ ล่าสุดได้เซ็นสัญญาร่วมกับบริษัท แอสทูโด โฮเทล แอนด์ แมนเนจเม้นท์ กรุ๊ป ผู้บริหารโรงแรมและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้แบรนด์ ครอสทู อเว เดอะ เคส และเลอ เบย์บุรี เพื่อเข้ารับบริหารโรงแรมและรีสอร์ตที่แอสทูโดฯ เป็นผู้บริหาร จำนวน 12 แห่ง แบ่งเป็นประเทศไทย 7 แห่ง และต่างประเทศอีก 5 แห่ง ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีรูปแบบเป็น บูทีก โฮเต็ล ระดับ 45 ดาว โดยมีขนาดประมาณ 10300 ห้อง เน้นการออกแบบเฉพาะเจาะจงตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละแหล่งท่องเที่ยว
สำหรับสัญญาความร่วมมือครั้งนี้เป็นระยะ 1015 ปี โดยบริษัทจะเข้าไปปรับปรุงด้านเครือข่ายการตลาด และการบริการให้มีคุณภาพเทียบเท่าเซ็นทารา โดยจะปรับราคาเพิ่มจากเดิมเฉลี่ย 2030 % พร้อมเพิ่มชื่อแบรนด์เซ็นทารา เช่น เดอะ เบย์บุรี เซ็นทารา บูติกคอเลกชัน เป็นต้น
“
ลักษณะเฉพาะตัวโรงแรม รีสอร์ทที่แอสทูโดบริหารมีความโดดเด่น ซึ่งการร่วมมือกันจะช่วยเสริมให้บริษัทมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ขณะที่แอสทูโดก็ได้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารที่มาจากเชนคนไทย” นายสุทธิเกียรติ กล่าวทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าบริหารจัดการโรงแรมที่เกิดจากความร่วมมือกันครั้งนี้ 510 ปี จะขยายบริหาร 5060 แห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยปีนี้จะทำให้แอสทูโดฯ มีรายได้รวม 300 ล้านบาท ขณะที่เซ็นทรัลจะได้รับค่าบริหารจัดการปีนี้ 18 ล้านบาท ปีที่สอง 20 ล้านบาท ในปีที่สาม 40 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 510% ส่งผลให้ทั้งเครือจะมีรายได้จากการรับบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมในปี 2558 จำนวน 500 ล้านบาท เทียบกับเป้าหมายปีนี้ 125 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เมื่อเทียบกับรายได้ปีที่ผ่านมา 55 ล้านบาท
นายสุทธิเกียรติ กล่าวว่า บริษัทต้องการให้ภาครัฐเพิ่มมาตรการการสนับสนุนให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวมากขึ้น จากปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมามองว่าน้อยเกินไป โดยควรสนับสนุนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาจัดการประชุมสัมมนา(ไมซ์) ในประเทศ ได้ลดหย่อนภาษีนำเข้าอุปกรณ์การประชุม เพื่อจูงใจให้ต่างชาติมาใช้สถานที่ประเทศไทยมากขึ้น
นายรณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและบริหาร กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าอัตราเข้าพักตลอดทั้งปีเฉลี่ย 65% เทียบกับปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 62% โดยเป้าดังกล่าวเป็นการประเมินจากปัจจัยลบและบวกที่จะส่งผลกระทบต่ออัตราการเข้าพักทั้งนี้ปลายปีที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดให้บริการที่ เซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา มีผลตอบรับที่ดี วัดได้จากเดือยนม.ค.ที่ผ่านมา อัตราเข้าพักเฉลี่ย 80% มีรายได้ 93 ล้านบาท กำไร 20 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้คาดว่าธุรกิจโรงแรมจะมีรายได้รวม 1,300 ล้านบาท เติบโต 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
ด้านนายคริส เบลีย์ รองประธานอาวุโสฝ่ายขายและการตลาด เปิดเผยว่า ทุกวิกฤตที่เกิดขึ้นในประเทศ จะส่งผลต่อธุรกิจการท่องเที่ยว สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองที่วุ่นวายภายในประเทศ บริษัท เชื่อรัฐบาลจะมีมาตรการรับมือกับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากทุกฝ่ายมีประสบการณ์การรับมือดังกล่าว เช่น การปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิภัยพิบัติจากธรรมชาติ อย่างสึนามิ ประเทศไทยสามารถฟื้นวิกฤตดังกล่าวเป็นประเทศแรกๆ บริษัทจึงไม่กังวลกับสถานการณ์การเมืองมากนัก
ส่วนกลยุทธ์การจำหน่ายห้องพัก ที่เตรียมเข้าร่วมงาน อินเตอร์เนชั่นแนล ทัวริซึ่ม บอเซ่ หรือ ไอทีบี ที่กรุงเบอร์ลิน เชื่อว่าผู้ประกอบการจะมีราคาที่สมเหตุสมผลในการแข่งขันมากขึ้น โดยในปีนี้บริษัทจะปรับราคาขึ้นเฉลี่ย 45% แต่จะใช้กลยุทธ์ ลด แลก แจก แถม ในการจูงใจนักท่องเที่ยวต่อ







