
งานหนักสรีรัตน์แก้จุดอ่อนลุยประชาคมศก.อาเซียน
เหลือเวลา 2 ปีกว่า ไทยและประเทศอาเซียน 9 ประเทศ กำลังก้าวสู่การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
เหลือเวลา 2 ปีกว่า ไทยและประเทศอาเซียน 9 ประเทศ กำลังก้าวสู่การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558 แต่ในแง่ความพร้อมของไทย ล่าสุดจากผลสำรวจของศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กลับพบว่าผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีมีความพร้อมที่จะแข่งขันในตลาดอาเซียนไม่ถึงสัดส่วน 70% ถือเป็นเรื่องที่น่าห่วงหากไทยยังไม่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีสัดส่วนมากถึง 90% หรือมีจำนวนถึง 2 ล้านราย
ในส่วนของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ หน่วยงานหลักที่เป็นหัวหอกผลักดันไทยก้าวเข้าสู่เออีซีให้ได้ตามแผนงานที่อาเซียนวางไว้ และการเตรียมความพร้อมให้กับภาคประชาชนตระหนักต่อการเปลี่ยนแปลงให้มากที่สุด ถือเป็นงานหนักที่รออยู่ เพราะเหลือระยะเวลาอีกไม่มากกับการเตรียมความพร้อมในครั้งนี้
ศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ยอมรับว่า ไทยยังไม่มีความพร้อมในแง่ของความสามารถด้านการแข่งขัน เพราะจากการทำงานของกรมได้แยกความพร้อมออกเป็น 2 ส่วน คือ ประสบการณ์เข้าตลาดของผู้ประกอบการไทย และการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน จะพบว่าประสบการณ์เข้าตลาดของไทยไม่มีปัญหา
สาเหตุเป็นเพราะสินค้าไทยทั้งสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม หรือแม้แต่ภาคการท่องเที่ยว สุขภาพ ไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกอยู่แล้วทั้งด้านการผลิต หรือเรียกได้ว่าสินค้าคุณภาพดี เมื่อเทียบกับอาเซียนด้วยกัน แต่เมื่อเชื่อมโยงการสร้างขีดความสามารถด้านการแข่งขันเข้ากับการเข้าถึงตลาดแล้ว พบว่าไทยยังอ่อนกว่าประเทศอื่นๆ อยู่มาก
เหตุที่เป็นเช่นนี้ ต้องยอมรับว่า แม้ไทยจะอยู่ในตลาดอาเซียนมานาน แต่ความจริงแล้วผู้ประกอบการไทยไม่ได้คุ้นเคยกับตลาดอาเซียนมากพอ เพราะการส่งออกที่ผ่านมาของไทยในช่วงหลาย 10 ปี เน้นตลาดหลัก 3 แห่ง คือ สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น
“ไทยหันกลับมาให้ความสำคัญกับตลาดเอเชียและตลาดอาเซียนได้ไม่นาน จึงถือว่าอาเซียนยังเป็นตลาดที่ไม่คุ้นเคยของผู้ประกอบการไทยอยู่ทั้งในแง่ของภาษา วัฒนธรรม และตลาดอย่างแท้จริง”
จุดอ่อนดังกล่าวจึงต้องแก้ไขในภาพรวม เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากให้วัดเป็นเปอร์เซ็นต์อย่างที่หน่วยงานวิชาการระบุว่า ผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมไม่กี่เปอร์เซ็นต์นั้น กรมคงให้คำตอบไม่ได้ เพราะการทำงานมีหลายส่วนที่ทำหน้าที่นี้ เพราะนอกจากหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ที่รับผิดชอบด้านผู้ประกอบการ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า การส่งเสริมการส่งออก ยังมีหน่วยงานในสังกัดอื่น เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นต้น
สิ่งที่ต้องเร่งทำ คือ การบูรณาการทุกอย่างใหม่หมด เพราะเออีซีถือเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเตรียมความพร้อมจากทุกส่วนมาเชื่อมโยงกัน ได้แก่ การสร้างขีดความสามารถระยะยาว ขณะนี้ไทยยังไม่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จะแข่งขึ้นในระดับโลก เห็นได้จากการจัดสถานะด้านโครงสร้างพื้นฐานของไทยล่าสุดลดลงมาอยู่อันดับ 39 จากเดิมที่อยู่อันดับ 38 คือไทยถอยร่นมาเรื่อยๆ
ล่าสุดยังได้รับรายงานว่า ต้นทุนการประกอบธุรกิจในไทยเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนแล้ว ไทยมีต้นทุนประกอบธุรกิจสูงเกินไป เป็นสิ่งที่น่าห่วงและต้องเร่งแก้ไข
กรมจะเสนอรัฐบาลให้เร่งดำเนินการในส่วนนี้ ดังนั้นการเตรียมพร้อมเพื่อก้าวสู่เออีซีนอกจากโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สาธารณูปโภค บุคลากร ภาษาแล้ว สิ่งที่ต้องเร่งทำ คือ การแก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัย เพราะเป็นต้นทุนที่ทำให้การประกอบธุรกิจสูง จึงต้องมีการวางสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีให้ต้นทุนประกอบธุรกิจในไทยลดลงมา
ขณะที่การดูแลเอสเอ็มอีนั้น เชื่อว่ารัฐบาลของทุกประเทศก็ให้ความสำคัญที่จะเสริมสร้างขีดความสามารถให้กับเอสเอ็มอีแข่งขันไทยอยู่แล้ว ไม่เว้นแม้แต่ไทยที่ต้องเร่งดำเนินการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ได้มากที่สุด
แต่สิ่งสำคัญ คือ อยากให้ผู้ประกอบการเข้าใจด้วยว่าไม่ใช่แต่ภาครัฐเพียงอย่างเดียว เอสเอ็มอีก็ควรมีการพัฒนาด้วยตัวเองอย่างต่อเนื่องด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วปัญหาของเอสเอ็มอีด้านการแข่งขันไม่ได้น่าห่วงอย่างที่เกรงกันไว้ เพราะข้อดีเอสเอ็มอี คือ ปรับตัวได้ง่ายกว่ารายใหญ่ แต่ข้อเสีย คือ ธุรกิจล้มง่ายด้วยเช่นกัน
ดังนั้น จึงต้องมีกลไกในการเข้าไปกำกับดูแล ซึ่งในส่วนของกรมจะเร่งเรื่องการให้ความรู้ การจัดสัมมนาอย่างต่อเนื่องทั่วทุกภูมิภาค เพื่อให้เอสเอ็มอีได้ตระหนักและเตรียมพร้อมต่อการแข่งขัน และชี้ช่องประโยชน์ต่อการเปิดเออีซีในครั้งนี้
ที่ผ่านมาได้มีการจัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลเออีซี เพื่อให้ความรู้เรื่องเออีซีควบคู่กับการให้คำปรึกษาแก่เอสเอ็มอี รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการสื่อสารระหว่างกรมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้สามารถเข้าถึงข้อมูลกรมด้วย
พร้อมกันนี้ยังได้สร้างพันธมิตร โดยได้มีการลงนามเอ็มโอยูกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อสร้างเครือข่ายช่วยกระจายความรู้และเข้าถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการจัดอบรมสัมมนาทั่วประเทศให้กับผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก นักลงทุน เอสเอ็มอี สถาบันการเงิน เกษตรกร หน่วยงานรัฐ องค์กรอิสระ และสถานบันการศึกษา ซึ่งหลังจากนี้จะต้องเร่งแผนงานเหล่านี้ให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น







