
ยึดทรัพย์ฉุดหุ้นสื่อสาร
.....เจียรนัย อุตะมะ
ผลการตัดสินคดียึดทรัพย์ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ในมุมมองของประชาชนเห็นว่าผลตัดสินคดีนี้มีความยุติธรรมที่พิจารณารายละเอียดก่อนยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท จากทั้งหมด 7.6 หมื่นล้านบาท โดยยึดเฉพาะส่วนที่เพิ่มขึ้นระหว่างที่เป็นรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่สนับสนุน “ทักษิณ” หรือกลุ่มคนเสื้อแดงยังคงยืนยันที่จะชุมนุมใหญ่ในวันที่ 1214 มี.ค. นี้ สร้างความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล
แต่โบรกเกอร์ทั้งในและนอกประเทศกลับมีมุมมองว่า คำพิพากษาครั้งนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อหุ้นสื่อสารและธนาคาร เพราะจะยังผลให้ทั้งสองกลุ่มมีความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจในอนาคตที่จะทำให้รัฐบาลระมัดระวังมากขึ้นในการให้สัมปทานโครงการสาธารณูปโภค
ซิตี้กรุ๊ป ยังให้น้ำหนักลงทุนน้อยกว่าตลาดสำหรับกลุ่มสื่อสารและธนาคาร แม้ว่าบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) จะได้ดีจากเหตุการณ์นี้ เพราะความไม่แน่นอนของกฎเกณฑ์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อราคาหุ้น และรัฐบาลจะได้รับแรงกดดันจากประชาชนต่อกรณีการเอื้อประโยชน์ในสัญญาสัมปทานให้กับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หรือเอไอเอส และบริษัท ไทยคม (THCOM)
ดังนั้น จึงลดเกรดการลงทุน ADVANC เป็น “ถือ” และไม่มีคำแนะนำสำหรับ THCOM
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ได้ปรับลดคำแนะนำของ ADVANC จาก “ซื้อลงทุน” เป็น “ถือ” และ THCOM จาก “ทยอยสะสม” เป็น “ถือ” และได้แนะนำนักลงทุนให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นที่อาจได้รับผลกระทบจากข่าวดังกล่าวไปก่อนในช่วงนี้
นอกจากนั้น ผลการตัดสินดังกล่าวอาจเป็นเหตุให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องนำไปเป็นเหตุผลในการพิจารณาการแก้ไขสัญญาในอดีตของ ADVANC และ THCOM และแม้หากหน่วยงานภาครัฐนำประเด็นดังกล่าวไปฟ้องร้องต่อศาล ขั้นตอนกระบวนการในชั้นศาลอาจจะกินเวลานานหลายปี แต่ในระยะสั้นคาดว่าปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจะกดดันต่อราคาหุ้นในตลาด
ขณะที่บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) และ DTAC แม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่เนื่องจากในอดีตมีการแก้ไขสัญญาสัมปทานในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน จึงอาจมีความเสี่ยงที่จะถูกพิจารณาการแก้ไขสัญญาในอดีตย้อนหลังได้เช่นกัน
ด้าน บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) แนะนำเพียง “ถือ” สำหรับ ADVANC, THCOM, DTAC และ TRUE
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาผลกระทบจากการตัดสินคดียึดทรัพย์ “ทักษิณ” มูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาท ในวันที่ 26 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งเนื้อหาที่กล่าวถึงว่าอดีตนายกรัฐมนตรีได้ใช้หน้าที่เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (SHIN) ADVANC และ THCOM ดังนี้
1.กรณีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต โดยให้หักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ ทำให้ทีโอทีได้รับเงินค่าสัมปทานลดลง และเป็นการกีดกันผู้ประกอบการในกิจการโทรคมนาคมรายใหม่
2.กรณีการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า หรือพรีเพด (Prepaid) ให้แก่เอไอเอสให้เหลือ 20% ตลอดอายุสัญญาสัมปทาน จากเดิมต้องจ่ายในอัตราก้าวหน้า 25% ในช่วงวันที่ 1 ต.ค. 254330 ก.ย. 2548 และ 30% ในช่วงวันที่ 1 ต.ค. 254830 ก.ย. 2558 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญา ซึ่งทำให้ทีโอทีสูญเสียรายได้ที่ควรได้รับตลอดอายุสัญญารวมกว่า 70,872 ล้านบาท
3.กรณีการแก้ไขสัญญาโทรศัพท์มือถือ โดยอนุญาตให้เอไอเอสหักค่าใช้จ่ายส่วนการใช้เครือข่ายร่วม (โรมมิง) ออกจากรายได้รวม ก่อนนำส่งส่วนแบ่งรายได้ให้แก่ทีโอที และปรับอัตราค่าโรมมิงให้แก่บริษัท ดิจิตอล โฟน หรือดีพีซี ในฐานะบริษัทลูกของเอไอเอส ส่งผลให้ทีโอทีและกสท โทรคมนาคม ต้องสูญเสียประโยชน์ที่พึงจะได้รับไม่น้อยกว่า 18,970 ล้านบาท
4.กรณีละเว้นอนุมัติ ส่งเสริมธุรกิจดาวเทียม ตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยมิชอบหลายกรณี ประกอบด้วย
4.1) การยิงดาวเทียมไอพีสตาร์ ซึ่งมีลักษณะการใช้งานแตกต่างจากดาวเทียมไทยคม 3 ขัดต่อสัญญาสัมปทานที่ระบุว่าต้องยิงดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) เพื่อเป็นดาวเทียมสำรองของไทยคม 3
4.2) การแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมในประเทศ ลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ในบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จากเดิมที่กำหนดให้ต้องถือหุ้นไม่ตํ่ากว่า 51% เหลือไม่ต่ำกว่า 40% โดยนำสัดส่วนหุ้นที่ลดลงไปขาย เพื่อระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์
4.3) การนำเงินที่ได้จากการประกันความเสียหายดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 33 ล้านเหรียญสหรัฐ ไปใช้ผิดประเภทที่กำหนดไว้ในสัมปทาน แทนที่จะนำกลับคืนเป็นรายได้เข้ารัฐ เนื่องจากค่าสินไหมที่ได้รับถือว่าเป็นทรัพย์สินของรัฐภายใต้สัมปทาน
5.กรณีอนุมัติให้รัฐบาลพม่ากู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (Exim Bank) เพื่อเอื้อต่อธุรกิจดาวเทียมไทยคมเป็นเงินบาทจำนวนทั้งสิ้น 593 ล้านบาท จากวงเงินกู้รวม 4,000 ล้านบาท ซึ่งประมาณความเสียหายจากดอกเบี้ยส่วนต่างที่จะต้องขอชดเชยจากงบประมาณเป็นเงิน 670 ล้านบาท
ซิตี้กรุ๊ป เชื่อว่าคำสั่งศาลได้สร้างความกลัวให้ผู้ประกอบการเอกชนว่า สัญญาสัมปทานจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อคู่สัญญาและการแปลงสัมปทาน ที่จะฉุดการเติบโตของสินเชื่อสาธารณูปโภค และการเติบโตระยะยาวของธุรกิจสื่อสาร
ซิตี้กรุ๊ป เชื่อว่าปัจจัยการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังขึ้นอยู่กับตัวเลขส่งออกและตัวเลขการบริโภค รวมถึงการลงทุน
ทั้งนี้ ได้ให้เป้าหมายดัชนีหุ้นไทย 840 จุด โดยให้น้ำหนักมากว่าตลาดสำหรับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง และพลังงาน และแนะนำเลือกลงทุนสูงสุดบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (AP) และบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) และแนะนำขายสูงสุด ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และธนาคารทหารไทย (TMB)
นับเป็นจุดเปลี่ยนการลงทุนของหุ้นไทยอีกครั้งหนึ่ง...







