
ไฟแนนซ์ทูเดย์
ในที่สุดนิยายชีวิตเรื่องมหกรรมโอนหนี้ 1.14 ล้านล้านบาท ก็เดินมาจนถึงบทอวสาน
ในที่สุดนิยายชีวิตเรื่องมหกรรมโอนหนี้ 1.14 ล้านล้านบาท ก็เดินมาจนถึงบทอวสาน
โดย..ช.ชดา
ที่มีน้ำตาผู้บริหารแบงก์รัฐท่วมจอ เพราะจู่ๆ ก็มีต้นทุนเพิ่มขึ้นมา 0.47% ทุกบาทที่รับเงินฝากเข้ามา
ผู้กำกับละครชีวิตเรื่องนี้คือ เดอะโต้ง กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ไม่มีวันได้รางวัลตุ๊กตาทอง เพราะเป็นผู้กำกับที่ใจดี เหมือนไม้หลักปักขี้เลน ปล่อยให้ซุป’ตาร์ นายแบงก์ที่เป็นเหล่านักแสดง เปลี่ยนบทได้ตามอำเภอใจ โดยที่ผู้กำกับก็ไม่กล้าหือ
นอกจากไม่กล้าหือแล้ว ยังจำเป็นต้องควักเนื้อเอาเงินจากแบงก์รัฐออกไปใส่กองทุนคุ้มครองเงินฝาก เพื่อให้ไปใช้หนี้ดอกเบี้ยกองทุนฟื้นฟูฯ อีกด้วย โดยมีคำว่า เพื่อความยุติธรรมค้ำคอ
คนที่ได้จากเรื่องนี้มีคนเดียวคือรัฐบาล ที่เสกหนี้สาธารณะให้ลดลงเพื่อจะได้กู้เงินเพิ่มมาฟื้นฟูประเทศไทย โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าจะกู้เงินมาทำโครงการอะไรบ้าง แต่คนที่ซวยคือประชาชน เพราะนี่คือการเฉือนรายได้รัฐไปโป๊ะให้ เนื่องจากหากแบงก์รัฐมีกำไรก็จะต้องมีรายได้ส่งรัฐ เมื่อต้นทุนเพิ่มกำไรลดลง รายได้ส่งรัฐก็ลดลงตามไปด้วย
สรุปก็คือ หากจะแก้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ด้วยวิธีการนี้ขอบอกว่าผิดหวัง เพราะการสร้างความยุติธรรมให้กับระบบการเงิน หากต้องการเก็บเงินจากธนาคารพาณิชย์เพิ่ม ก็ใช้วิธีกำหนดธุรกรรมที่ธนาคารของรัฐทำให้ได้ชัดเจน ไม่ให้ไปแข่งกับแบงก์ได้
ปัจจุบันธนาคารของรัฐก็มีธุรกิจจำกัดหลายอย่าง อาทิ เปิดให้แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศไม่ได้ในขณะที่ธนาคารทำได้ ตัวการที่ทำให้กลไกของแบงก์รัฐบิดเบือนก็คือ รัฐบาล ที่เอาแบงก์รัฐไปทำโครงการประชานิยม ทำให้ต้องไปแข่งขันดูดเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์
และวิธีการแก้ไขไม่ให้เงินไหลเข้าแบงก์รัฐ ก็คือ จะเพิ่มวงเงินการคุ้มครองเงินฝากจากที่ปีนี้จะลดการคุ้มครองลงเหลือบัญชีละ 1 ล้านบาท ซึ่งตรงนี้จะทำให้คนไม่แห่ เอาเงินมาฝากแบงก์รัฐให้แบกต้นทุนหลังแอ่น
ผลกระทบจากการเล่นแร่แปรบัญชี มันใหญ่หลวงกว่าการคิดจะกู้เงิน สรุปเรื่องนี้ไม่ควรจะไปแตะตั้งแต่แรก เพราะสุดท้ายได้ไม่คุ้มเสีย และภาระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ก็ไม่ได้พ้นไปจากอกของกระทรวงการคลัง
ช.ชดานั่งดูโมเดล Parrotonomic การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้ว ขอบอกว่าเหนื่อยใจ แต่ไม่เป็นไรประเทศไทยไม่ใช่ของเราคนเดียว







