
สภาที่ปรึกษาฯแนะลดเก็บเงินเซสชี้พ่อค้าหันกดราคายางในประเทศ
สภาที่ปรึกษาแนะรัฐเลิกเก็บเงินเซส 5 บาททำยางราคาตก
สภาที่ปรึกษาแนะรัฐเลิกเก็บเงินเซส 5 บาททำยางราคาตก
นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ในฐานะคณะกรรมการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) กล่าวว่า สภาที่ปรึกษาฯ ได้ยื่นผลการศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงอัตราการเก็บเงินค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารา (เงินเซส) 5 บาทต่อ กก. ที่เพิ่มขึ้นจากเดิมที่จัดเก็บ 1.40 บาท ให้นายกรัฐมนตรีรับทราบเพื่อให้พิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2553 เพื่อพิจารณาอัตราการจัดเก็บให้กลับไปเก็บในอัตราเดิมคือ 1.40 บาทต่อ กก. เนื่องจากอัตราดังกล่าวส่งผลให้ราคายางพาราในประเทศตกลงเพราะพ่อค้าแข่งขันด้านราคากับประเทศเพื่อนบ้านที่จัดเก็บในอัตราต่ำกว่าไทย
“การที่ประเทศไทยเก็บเงินค่าที่ราคายางพาราตกลงมาในขณะนี้แม้ว่าปัจจุบันจะเริ่มขยับขึ้นมาอยู่ที่ 115 บาทต่อ กก.แล้วก็ตาม เพราะการจัดเก็บในอัตราดังกล่าวทำให้ราคายางของไทยแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้การแข่งขันของไทยกับประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย ที่เก็บในอัตรา 1.40 บาทเท่านั้น ทำให้เอกชนหันมากดราคารับซื้อยางในประเทศ” นายอุทัย กล่าว
ทั้งนี้ ได้เสนอให้การแก้ไข พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย ที่จะต้องทำร่างเข้า ครม.ใหม่ กำหนดให้นำเงินเซสที่เก็บได้ไปตั้งเป็นกองทุนเพื่อใช้ในการพัฒนายางพาราทั้งระบบ ในขณะที่การใช้เพื่อส่งเสริมสวนสงเคราะห์เพื่อให้เกษตรกรตัดยางเก่าปลูกยางใหม่นั้น ให้ใช้งบประมาณของรัฐบาลเหมือนกับพืชอื่น
นายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ชี้แจงว่า การจัดเก็บอัตราดังกล่าวเป็นธรรมแล้ว ซึ่งกรณีประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่คืออินโดนีเซียไม่มีการจัดเก็บเงินเซส มาเลเซียเก็บ 1.40 บาทต่อ กก.นั้น เงินที่เก็บจะใช้สำหรับการศึกษาวิจัยเท่านั้น ไม่ได้นำมาใช้เหมือนกับของไทย ซึ่งเงินดังกล่าวจะใช้เพื่อการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ยาง 5% เพื่อการบริหารจัดการของ สกย. 10% ส่วนที่เหลือเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่โค่นยางเก่าอายุ 25 ปี เพื่อปลูกใหม่ ซึ่งปัจจุบัน สกย.มีอัตราการช่วยเหลือ 1.6 หมื่นบาทต่อไร่
สำหรับแนวทางในการจัดเก็บเงินเซสนั้น ครม.กำหนดให้อัตราการจัดเก็บเป็น 4 ระดับ โดยหากราคายางอยู่ที่ 80 บาทต่อ กก. เก็บ กก.ละ 20 บาท และเมื่อราคายางเกิน 100 บาท จะเก็บ กก.ละ 5 บาท







