
เพื่อนบ้านรุกคืบปิโตรเคมี
ในช่วงที่ผ่านมา อุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้พัฒนาอย่างรวดเร็วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในช่วงที่ผ่านมา อุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้พัฒนาอย่างรวดเร็วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดย..ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
เริ่มจากสิงคโปร์ ต่อมาคือไทยและมาเลเซีย โดยเฉพาะไทย ในระยะที่ผ่านมาขยายกำลังผลิตรวดเร็วมาก ปัจจุบันหากนับปิโตรเคมีเฉพาะในส่วนกำลังผลิตเอทิลีนแล้ว ฐานการผลิตปิโตรเคมีของไทย ซึ่งกระจุกตัวอยู่แถบ จ.ระยอง นับว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยกำลังผลิตเอทิลีนมากถึง 4.4 ล้านตันต่อปี ขณะที่สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย รองลงมา คือ 4 ล้านตันต่อปี 1.74 ล้านตันต่อปี และ 0.55 ล้านตันต่อปี ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยมีข้อจำกัดในการขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ จ.ระยอง เป็นอย่างมาก เนื่องจากประสบปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้ต้องพยายามหาฐานการผลิตแห่งใหม่ ซึ่งปัจจุบันกระบวนการหาพื้นที่ล่าช้ามาก เพราะมีการต่อต้านจากประชาชนในท้องถิ่น
ขณะเดียวกัน กลับมีการลงทุนผลิตปิโตรเคมีในประเทศเพื่อนบ้านมากมาย อาทิ รัฐบาลสิงคโปร์ ได้ประกาศเมื่อต้นปี 2553 เกี่ยวกับแผนแม่บทระยะ 10 ปี ในนาม Jurong Island Version 2.0 เพื่อพัฒนาฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ณ เกาะจูร่ง
ขณะที่มาเลเซียได้ประกาศเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2554 เกี่ยวกับโครงการพัฒนาโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีแบบครบวงจรแห่งใหม่ขึ้นที่เมืองเปงเกอรัน (Pengerang) ในรัฐยะโฮร์ ทางตอนใต้ของประเทศ เพื่อให้เป็นฐานปิโตรเคมีหลักในอนาคต กำหนดลงทุน 6 แสนล้านบาท ประกอบด้วยการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมัน โรงงานผลิตเอทิลีน โรงงานปิโตรเคมีขั้นปลายน้ำ โรงไฟฟ้า ฯลฯ
สำหรับอินโดนีเซียได้ประกาศให้ปี 2555 เป็น “ปีแห่งปิโตรเคมี” พร้อมกับมีแผนจะก่อตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านปิโตรเคมี (Petrochemical Centers of Excellence) ขึ้น 3–4 แห่ง เพื่อเป็นศูนย์เทคโนโลยีเกี่ยวกับปิโตรเคมีในด้านต่างๆ รวมถึงเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลข่าวในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การตลาด โลจิสติกส์ ฯลฯ โดยศูนย์แห่งแรกกำหนดก่อตั้งที่เมือง Serang ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัด Banten
ปัจจุบัน อินโดนีเซียมีฐานการผลิตปิโตรเคมีขนาดเล็ก ต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจากต่างประเทศจำนวนมาก โดยบริษัท Chandra Asri Petrochemical ซึ่งเป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย มีกำลังผลิตเอทิลีนเพียงแค่ 5.5 แสนตันต่อปี แต่จากการที่มีประชากรมากถึง 240 ล้านคน ตลาดปิโตรเคมีภายในประเทศมีขนาดใหญ่มาก ทำให้อินโดนีเซียได้กลายเป็นแหล่งที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
เครือ SCG ของไทย เมื่อเดือน ก.ย. 2554 ได้ตกลงที่จะซื้อหุ้น 30% ในบริษัท Chandra Asri Petrochemical ของอินโดนีเซีย เป็นมูลค่า 442 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยซื้อจากกองทุนเทมาเซกของสิงคโปร์และจากนักธุรกิจอินโดนีเซีย
ทั้งนี้ ภายหลังเข้าไปถือหุ้นแล้ว บริษัทแห่งนี้มีแผนจะลงทุน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อขยายกำลังผลิตขั้นต้นน้ำ คือ เอทิลีน เป็น 8 แสน–1 ล้านตันต่อปี พร้อมกับจะขยายกำลังผลิตขั้นปลายน้ำควบคู่กันไปด้วย
นอกจากนี้ มีการเสนอข่าวว่าเครือ SCG ยังอยู่ระหว่างเจรจาซื้อหุ้นในบริษัท Sulfindo Adiusaha ซึ่งเป็นบริษัทปิโตรเคมีของอินโดนีเซียอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งหากเจรจาสำเร็จ คาดว่าจะซื้อหุ้นเป็นมูลค่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนบริษัทโฮนัมของเกาหลีใต้ ได้ประกาศเมื่อต้นเดือน ก.พ. 2555 เกี่ยวกับแผนจะลงทุน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อก่อสร้างโรงงานปิโตรเคมีแบบครบวงจรที่เมือง Cilegon ในจังหวัด Banten ในอินโดนีเซีย โดยตามแผนจะมีกำลังผลิตเอทิลีน 1 ล้านตันต่อปี รวมถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นปลายน้ำอีกมากมาย ซึ่งหากการลงทุนทั้งสองโครงการแล้วเสร็จ จะทำให้กำลังผลิตเอทิลีนของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 1.8–2 ล้านตันต่อปี
ล่าสุดเวียดนามกลายเป็นจุดสนใจของการลงทุนในอุตสาห กรรมปิโตรเคมี โดยเมื่อต้นเดือน ก.พ. 2555 เครือ SCG ได้ประกาศลงทุนในโครงการปิโตรเคมีแบบครบวงจร มูลค่า 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ บนพื้นที่ประมาณ 2,500 ไร่ ภายในสวนอุตสาหกรรม Long Son โดยบริษัทในเครือ SCG จะถือหุ้นทั้งหมดเป็นสัดส่วนรวม 46% ส่วนหุ้นที่เหลือ ถือหุ้นโดยบริษัท QPI Vietnam (บริษัทลูกของ Qatar Petroleum International) บริษัท Vietnam Oil and Gas Group (Petro Vietnam) และบริษัท Vietnam National Chemical Corporation (Vinachem) โดยคาดว่าจะมีกำลังผลิตเอทิลีน 1.4 ล้านตันต่อปี รวมถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นปลายน้ำอีกมากมาย
การขยายการลงทุนปิโตรเคมีในประเทศเพื่อนบ้าน นับเป็นเรื่องท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทย ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสทางการลงทุนครั้งสำคัญ เพื่อการผลิตสนองความต้องการตลาดอาเซียน ซึ่งมีประชากรมากมายถึง 600 ล้านคน







