
ณอคุณแจงต้นทุนก๊าซฯ
ณอคุณ ดึงกรมเชื้อเพลิง-สถาบันปิโตรเลียม แจงต้นทุนก๊าซฯปากหลุมให้ภาคขนส่งฟัง14 ก.พ.ก่อนเสนอนำเรื่องปรับราคาเข้ากบง.
ณอคุณ ดึงกรมเชื้อเพลิง-สถาบันปิโตรเลียม แจงต้นทุนก๊าซฯปากหลุมให้ภาคขนส่งฟัง14 ก.พ.ก่อนเสนอนำเรื่องปรับราคาเข้ากบง.
นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานทบทวนการปรับโครงสร้างราคาเอ็นจีวีสำหรับรถโดยสารสาธารณะและรถหมวด4 ว่า ในวันที่ 14 ก.พ.นี้ ได้เชิญกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และสถาบันปิโตรเลียม มาอธิบายถึงต้นทุนราคาก๊าซฯหน้าปากหลุมให้กับผู้ประกอบการขนส่งที่ใช้เอ็นจีวี3กลุ่มได้แก่ รถแท็กซี่ รถโดยสารสาธารณะและรถขนส่งได้รับฟัง เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีข้อสงสัยจากหลายฝ่ายถึงความแตกต่างของราคาต้นทุนเอ็นจีวี
สำหรับการออกบัตรส่วนลดราคาเอ็นจีวีให้กับกลุ่มรถโดยสาร ในช่วงที่ปรับขึ้นราคาเอ็นจีวี นั้นจะสามารถดำเนินการออกบัตรให้ได้ในสัปดาห์หน้า ส่วนข้อเสนอขอปรับขึ้นค่าโดยสาร จะต้องนำไปหารือกับกรมขนส่งทางบก ซึ่งการปรับขึ้นค่าโดยสารจะทำได้เมื่อมีการปรับรายได้ระดับปริญญาตรีขั้นต่ำเป็น 1.5 หมื่นบาท/เดือนและการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท/วันก่อนของภาคประชาชนแล้ว
ด้านนายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)กล่าวว่า จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)วันที่ 15 ก.พ.นี้เพื่อพิจารณาแนวทางปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคขนส่งและเอ็นจีวี ตามแผนเดิมที่กำหนดไว้ รวมทั้งการปรับเพิ่มอัตราจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากเบนซินและ ดีเซล ซึ่งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรมว.พลังงานในฐานะประธานที่ประชุม
นายฉัตรไชย ภู่อารีย์ ประธานผู้ประกอบการหมวด4(รถโดยสารขนาดเล็กเข้าซอย)เอกชน กรุงเทพฯ กล่าวว่า หากมีการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ต้องการให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารให้เป็น 7 บาทจากปัจจุบันที่เก็บอยู่ในอัตราที่ 5.50 บาท ด้วย เนื่องจากเป็นอัตราค่าโดยสารที่ใช้มาตั้งแต่ปี2551 บนพื้นฐานของราคาดีเซลอยู่ที่ 19.84 บาท/ลิตร แต่ขณะนี้ราคาดีเซล อยู่ที่ 30 บาท/ลิตรแล้วก็ควรจะพิจารณาให้ปรับราคาได้บ้าง
ในเดือนก.พ.นี้จะมีความชัดเจนในเรื่องมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งหลังปรับราคาเอ็นจีวี และคาดว่าน่าจะมีการพิจารณาปรับขึ้นค่าโดยสารให้ภายในเดือนมี.ค.นี้ แต่หากยังไม่มีความชัดเจนก็จะดำเนินการฟ้องศาลปกครองให้มีคำสั่งปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารต่อไป
ปัจจุบันมีจำนวนรถหมวด4(รถโดยสารขนาดเล็ก หรือรถสองแถว)จำนวน 4,000 คันในเขตกทม. โดยจำนวนนี้มี 300 คัน หรือประมาณ 5% ที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวี และมีอีก 5% ใช้แอลพีจี ส่วนที่เหลือเป็นรถที่ใช้น้ำมันดีเซล







