posttoday
ดิจิตอลพลิกโฉมทีวี-วิทยุ เอกชนตุนเงินปรับระบบ

ดิจิตอลพลิกโฉมทีวี-วิทยุ เอกชนตุนเงินปรับระบบ

10 กุมภาพันธ์ 2555

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

โดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ มีนโยบายชัดเจนแล้วว่า จะทดลองการออกอากาศโทรทัศน์ระบบดิจิตอลภาคพื้นดินในเดือน มิ.ย.นี้ เป็นการเร่งแผนการปรับระบบสู่ดิจิตอลทีวีให้เร็วขึ้นเพื่อทันกับการเปลี่ยนแปลงในโลกการสื่อสารยุคใหม่

“การก้าวสู่โทรทัศน์และวิทยุในระบบดิจิตอลบนคลื่นความถี่เดิม ทำให้มีช่องทีวีมากขึ้น และนำไปสู่การประกอบกิจการใหม่ ซึ่งหน้าที่ของ กสทช.คือการสนับสนุนให้ทุกคนมีโอกาสได้ใช้ทรัพยากรอย่างทั่วถึง วิทยุและโทรทัศน์จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนสู่ดิจิตอล ถ้าล่าช้าจะทำให้ภูมิทัศน์ของสื่อเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบอื่น” พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ สำนักงาน กสทช. กล่าว

ทั้งนี้ กสทช.มีกรอบในการเปลี่ยนวิทยุโทรทัศน์ไปสู่ดิจิตอลภายใน 4 ปี หลังจากประกาศแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่แล้ว จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี แต่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ (บอร์ดกระจายเสียงและโทรทัศน์) มีนโยบายที่จะดำเนินการให้เร็วกว่านั้น เพราะปัจจุบันหลายประเทศได้เริ่มเปลี่ยนระบบวิทยุโทรทัศน์เป็นดิจิตอลแล้ว

หากมาพิจารณาถึงความจำเป็นในการปรับระบบวิทยุโทรทัศน์สู่ดิจิตอล มีเหตุผลหลายประการ เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมไอซีทีเข้ามามีส่วนสำคัญในการผลักดันอัตราการเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งในประเทศไทย อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมไอซีที สูงกว่าอัตราการเติบโตของจีดีพี ในปี 2553 อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยเพิ่มขึ้น 12.2%, การใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้น 9.8% และการใช้คอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น 6%

ธุรกิจโทรทัศน์วิทยุ ก็เช่นเดียวกัน ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล ทำให้เกิดการหลอมรวมระหว่างไอซีทีและสื่อมีมากขึ้น ซึ่งจากข้อมูลระหว่างปี 2003-2008 อัตราการฟังวิทยุลดลงถึง 34% แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนฟังรายการวิทยุหันไปฟังผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น คิดเป็นสัดส่วน 21.7% หรือดูรายการโทรทัศน์ผ่านอินเทอร์เน็ต 26.4% และอ่านหนังสือพิมพ์ผ่านอินเทอร์เน็ตถึง 26.7%

ดิจิตอลพลิกโฉมทีวี-วิทยุ เอกชนตุนเงินปรับระบบ

“จากภูมิทัศน์ของสื่อที่เปลี่ยนแปลงไป การกำกับดูแลขององค์กรต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย เพราะรูปแบบธุรกิจสื่อจะเปลี่ยนใหม่ แบ่งเป็นผู้ให้บริการเนื้อหารายการ (คอนเทนต์ โพรวายเดอร์) ผู้ให้บริการโครงข่าย (เน็ตเวิร์ก โพรวายเดอร์) และผู้ให้บริการเครื่องมือและอุปกรณ์ ซึ่ง กสทช.ต้องวางกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลที่แตกต่างกันทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม”

ทั้งนี้ การกำกับดูแลในเชิงเศรษฐกิจ คือการสร้างระบบการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม การกำหนดค่าตอบแทน/ใบอนุญาต รวมถึงการกำหนดค่าเชื่อมต่อโครงข่ายและอัตราค่าโฆษณา ขณะที่การกำกับดูแลทางสังคม กสทช.จะต้องเข้าไปดูเนื้อหาที่เหมาะสม และการกำหนดเรตติ้ง การที่สื่อจะพลิกโฉมหรือไม่ อย่างไร การกำกับดูแลถือว่าสำคัญที่สุด โดยเฉพาะในยุคดิจิตอลที่มีสื่อเป็นร้อยช่อง

สุระ เกนทะนะศิล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท กล่าวว่า การลงทุนเพื่อก้าวสู่ดิจิตอลนั้น เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุน 5,000-1 หมื่นล้านบาท แต่การลงทุนไม่สำคัญกว่าคำถามที่ว่าประชาชนต้องการได้อะไร เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงโทรทัศน์-วิทยุไปสู่ระบบดิจิตอล จะต้องตอบสนองความต้องการของประชาชนด้วย โดยเฉพาะประชาชนในระดับท้องถิ่น ซึ่งดิจิตอลจะมีส่วนในการพัฒนาและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ ไม่ใช่ให้สถานีโทรทัศน์ช่องหลักปรับสู่ดิจิตอลเท่านั้น

ทั้งนี้ สถานีโทรทัศน์ช่องหลัก มีความพร้อมที่จะลงทุนในการเปลี่ยนระบบการออกอากาศเป็นดิจิตอลอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือความคุ้มค่าในการลงทุน ทุกช่องควรจะต้องลงทุน หรือ ลงทุนร่วมกัน หรือ กสทช.จะเป็นผู้สนับสนุน เพราะทุกวันนี้ สถานีโทรทัศน์ก็ต้องแข่งขันกับเคเบิลและทีวีดาวเทียม ซึ่งถือเป็นทีวีระบบดิจิตอล ที่มีต้นทุนที่ถูกกว่าสถานีโทรทัศน์แบบฟรีทีวีอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ปัญหายังอยู่ที่การรับชมของประชาชนทั่วประเทศ จะมีกำลังในการซื้ออุปกรณ์ภาครับอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ ปัญหาเหล่านี้ กสทช.จะต้องมีการกำหนดให้ชัดเจนก่อนก้าวสู่ทีวีดิจิตอลอย่างเต็มรูปแบบอย่างที่กำหนดเป็นนโยบายไว้

ด้านจำนรรค์ ศิริตัน นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการในวงการวิทยุโทรทัศน์ กำลังเปลี่ยนแปลงองค์กรเพื่อก้าวสู่ยุคดิจิตอลกันอยู่แล้ว แม้ระบบทีวีดิจิตอลยังไม่เกิดในประเทศไทย แต่ด้วยเทคโนโลยีในขณะนี้ ได้ทำให้เกิดการขยายตัวของสื่อในรูปแบบใหม่ทั้งเคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม รวมไปถึงอินเทอร์เน็ตทีวี ทำให้ผู้ประกอบการที่เรียกว่า ผู้ผลิตรายการต้องปรับตัวขนานใหญ่ และหากดิจิตอลมาเร็วจริง คาดว่าผู้ผลิตรายการแต่ละรายต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท ในการปรับระบบสู่ดิจิตอล

“ทุกวันนี้ การทำรายการยากขึ้น เพราะด้วยเทคโนโลยีใหม่ ทำให้เกิดสื่อรูปแบบที่หลากหลาย ที่ผู้ผลิตรายการต้องนำเสนอในสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ และเข้าถึงพวกเขาในช่องทางต่าง ๆ กัน ขณะเดียวกันต้องตอบโจทย์เจ้าของสินค้าให้ได้ด้วย ต่อไปจะไม่ใช่แค่ขายรายการๆ เดียว แต่เป็นการขายช่องรายการที่ต้องตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้ในทุกมิติ” นางจำนรรค์กล่าว

ปัจจุบัน การทำรายการๆ หนึ่ง ต้องคำนึงถึงทุกช่องทางที่จะสามารถเข้าถึงผู้ชมหรือกลุ่มเป้าหมายได้ ทั้งออนไลน์ ออนกราวด์ (การทำกิจกรรม) มือถือ รวมไปถึงการขายบริการใหม่ ๆ ต่อไปคอนเทนต์ หรือ เนื้อหารายการ จะต้องสร้างเครือข่ายชุมชน (คอมมูนิตี้) นำไปสู่การสร้างฐานข้อมูลลูกค้า ที่จะนำไปสู่บริการใหม่ ๆ ที่จะตอบโจทย์ทางการตลาดของลูกค้า

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการในธุรกิจโทรทัศน์จะต้องปรับตัวสู่การเป็น “คอนเทนต์ เอเยนซี” และเมื่อ กสทช.เปิดประมูลไลเซนส์ คลื่นโทรทัศน์ การแข่งขันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือการกำกับดูแลช่องรายการจำนวนมากจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญไม่แพ้การแข่งขันในยุคดิจิตอล คือจรรยาบรรณของผู้ผลิตรายการที่ กสทช.จะต้องกำหนดกรอบการกำกับดูแลให้ชัดเจน

 

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย