
กลุ่มเฟอร์นิเจอร์อ่วม เร่งปรับตัวก่อนตาย
กลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ที่เคยเป็นสินค้าส่งออกที่โดดเด่นของไทยจากวิกฤตที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา
กลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ที่เคยเป็นสินค้าส่งออกที่โดดเด่นของไทยจากวิกฤตที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา
ยุโรป รวมถึงญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดหลัก ทำให้โรงงานผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ทยอยปิดตัว และปีนี้ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมจะเผชิญกับค่าแรงงานที่จะเพิ่มขึ้น 40% กลายเป็นปัญหาหนักที่โถมซ้ำเข้ามาอีกระลอก ถ้าไม่ปรับตัวคงจะรอวันตายอย่างแน่นอน
วีระชัย คุณาวิชยานนท์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่า กลุ่มอุตสาห กรรมเฟอร์นิเจอร์ส่งออกในปีนี้จะติดลบ 20% จากปัญหาทั้งต้นทุนด้านวัตถุดิบและแรงงาน โดยเฉพาะในส่วนวัตถุดิบจากไม้ยางพารา ซึ่งมีราคาสูงขึ้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทำให้โรงงานทยอยปิดตัวแล้วไม่ต่ำกว่า 10 โรง
ขณะที่นโยบายการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท หรือเพิ่มขึ้น 40% จะทำให้ราคาสินค้าที่
ขายเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 10% กระทบความสามารถในการแข่งขันของสินค้าในกลุ่มนี้ทันที ซึ่งขณะนี้คู่แข่งหลักคือเวียดนามและมาเลเซียที่มียอดส่งออกแซงหน้าไทยไปแล้ว ประกอบกับตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป รวมทั้งญี่ปุ่นยังมีปัญหาด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
สำหรับปีที่ผ่านมา คาดว่าอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ส่งออกจะติดลบประมาณ 3% หรือมีมูลค่าการส่งออก 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2553 ที่มีมูลค่าการส่งออก 1,173 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทิศทางของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในปีนี้จะพยายามขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียและอาเซียนมากขึ้น เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ โดยนำเสนอสินค้าระดับกลาง-บน มากกว่า กลางล่าง เหมือนที่ผ่านมา
โอรส ธรรมาชีวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟอร์นเทรด ตัวแทนซื้อสินค้าในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านเพื่อส่งออกไปตลาดสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจตัวแทนซื้อสินค้าส่งออกไปต่างประเทศปิดตัวลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียง 1-2 บริษัท ประกอบกับบริษัทแม่ในต่างประเทศส่วนหนึ่งมาตั้งสำนักงานในประเทศไทยเพื่อเลือกซื้อสินค้าเอง โดยไม่ผ่านตัวแทนด้วยส่วนหนึ่ง
“ปัจจุบันยอดขายของบริษัทลดลงเรื่อยๆ ปีละ 30-50% ซึ่งปัญหาหลักมาจากความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย ซึ่งมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และล่าสุดจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ทำให้โรงงานผลิตสินค้าประเภทนี้ปิดไปแล้วหลายสิบโรงงาน ประกอบกับตลาดส่งออกหลัก คือ สหรัฐอเมริกา ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่”
นั่นคือปัญหาหลักที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และยังเจอมรสุมเรื่องนโยบายค่าจ้างเข้ามาเพิ่มอีก ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง ซึ่งในฐานะที่เป็นตัวแทนซื้อสินค้าพยายามปรับตัว ขยายโอกาสไปยังตลาดประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีราคาถูกกว่า กรณีเฟอร์นเทรดมีการตั้งสำนักงานที่เวียดนามและมาเลเซีย แต่ผู้ซื้อยังพอใจที่จะใช้บริการบริษัทในท้องถิ่นมากกว่า เพราะฉะนั้นโอกาสของธุรกิจจึงค่อยๆ น้อยลง
สำหรับธุรกิจของเฟอร์นเทรด ในการเป็นตัวแทนซื้อสินค้าให้กับผู้ซื้อจากต่างประเทศนั้น ได้ดำเนินธุรกิจมากว่า 27 ปี ยังมีลูกค้าให้ความไว้วางใจ เช่น ร้านขายสินค้าตกแต่งบ้าน Crate & Barrel หรือ Pier Import เป็นต้น ซึ่งเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้านนำเข้าจากประเทศต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา โดยสิ่งที่บริษัทให้บริการ คือ การหาแหล่งผลิตสินค้า การติดต่อประสานงาน การตรวจสอบคุณภาพและเสริมด้วยการออกแบบด้วย ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เกิดความแตกต่างและสามารถอยู่ในตลาดมาได้อย่างยาวนาน
โอรส กล่าวว่า โรงงานผลิตที่จะผลิตสินค้าเพื่อป้อนตลาดเหล่านี้ได้ จะต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างสินค้าตัวอย่างที่ผู้ซื้อเห็นแล้วต้องประทับใจทันที การแพ็กสินค้าเพื่อป้องกันการกระแทก ลดความสูญเสียในการขนส่งสินค้า เรื่องเหล่านี้ถือว่ามีความสำคัญมาก และเป็นประสบการณ์ที่บริษัทให้บริการลูกค้า เพื่อลดความสูญเสียในขั้นตอนการส่งออกสินค้า ซึ่งปัจจัยเหล่านี้โรงงานผลิตรุ่นใหม่ๆ หลายแห่งได้เรียนรู้และดำเนินเอง ทำให้ความจำเป็นของบริษัทเริ่มลดลง
สำหรับแนวทางการปรับตัวของโรงงานผลิตจากนี้ไปคงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มากยิ่งขึ้น การบริหารงานที่มีประสิทธิภาพเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนเรื่องค่าจ้างไม่ได้ค้านไม่ให้ปรับ แต่การทยอยปรับค่าจ้างจะเป็นแนวทางที่ดี เพื่อให้ผู้ผลิตสินค้าได้มีเวลาปรับตัว การปรับขึ้นทันทีถึง 40% จะยิ่งทำให้ประเทศไทยแข่งกับประเทศเพื่อนบ้านได้ยาก
“ต่อไปประเทศไทยคงจะไม่สามารถขายอะไรได้ นอกจากอาหารและการท่องเที่ยว ถ้าหากไม่ปรับตัว ไม่เปลี่ยนทัศนคติในการทำงาน ไม่เพิ่มประสิทธิภาพให้ตัวเองเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน จะทยอยตายไปเรื่อยๆ เพราะการแข่งขันทุกวันนี้สูงมาก และยิ่งเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน โอกาสยิ่งเป็นของผู้ซื้อ แล้วต่อไปจะเหลืออะไร”







