
ไทคอนชะลอแผนพัฒนานิคมฯ
รอแผนรับน้ำท่วมจากรัฐชัดเจน ขายทรัพย์หนุนรายได้ปีนี้5พันล.
รอแผนรับน้ำท่วมจากรัฐชัดเจน ขายทรัพย์หนุนรายได้ปีนี้5พันล.
“ไทยคอน” ชะลอแผนพัฒนานิคมฯ ที่รับผลกระทบน้ำท่วม รอแผนรับน้ำจากรัฐบาลชัดเจน
นายวีรพันธ์ พูลเกษ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (TICON) เปิดเผยว่า บริษัทชะลอแผนการพัฒนาโครงการในนิคมอุตสาหกรรม จ.พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เนื่องจากผู้ประกอบการรวมถึง TICON ขอฟังแผนป้องกันน้ำท่วมที่ชัดเจนจากรัฐบาลก่อน แม้ว่าจะมีการชี้แจงไปแล้ว 1 รอบแต่ผู้ประกอบการมองว่ายังไม่มีมาตรการที่จะสร้างความมั่นใจได้
ขณะเดียวกัน มีลูกค้าบางรายขอย้ายจากพื้นที่อุตสาหกรรมในภาคกลางไปพื้นที่ภาคตะวันออก รวมถึงมีลูกค้าใหม่ขอเช่าเพิ่ม ทำให้อัตราการเช่าพื้นที่ภาคตะวันออกเต็มพื้นที่ 100%
นายวีรพันธ์ กล่าวว่า พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกของไทคอนมีพื้นที่ว่างอีกกว่า 1,000 ไร่ แม้ว่าโซนภาคตะวันออกจะได้รับความสนใจและตอบรับจากลูกค้าอย่างมากหลังน้ำท่วม แต่บริษัทยังไม่มีแผนพัฒนาพื้นที่ว่างดังกล่าวจนกว่ารัฐบาลจะมีแผนป้องกันน้ำท่วมอย่างชัดเจน
ประกอบกับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่บางรายให้ความเห็นว่า พื้นที่ตะวันออกยังมีความเสี่ยงเรื่องขาดแคลนน้ำ จึงทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่ส่วนใหญ่ตัดสินใจอยู่ที่ภาคกลางเป็นหลัก
ทั้งนี้ ผลพวงจากน้ำท่วมทำให้ลูกค้าของไทคอนที่ย้ายออกประมาณ 10% ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตรายย่อย ไม่ได้มีส่วนการผลิตในห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ และพวกนี้ไม่มีการประกันที่คุ้มครองเพียงพอ
สำหรับรายได้ของไทคอน ปี 2555 คาดว่าจะอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท มาจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุน 4,200-4,300 ล้านบาทและการขายพื้นที่ให้เช่าปีนี้ 2.5 แสนตารางเมตร (ตร.ม.) จากปีก่อนอยู่ที่ 2.3 แสน ตร.ม. ซึ่งปี 2554 ถือว่าขายได้สูงกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ 1.5-1.8 แสน ตร.ม.
สำหรับการขายสินทรัพย์นั้นจะขายเข้ากองทุน 3 ครั้ง แบ่งเป็นไตรมาสแรกปีนี้ 750 ล้านบาท เข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไทคอน (TFUND) และปลายไตรมาส 2–3 เข้ากองทุนทีพาร์คโลจิสติคส์ 2,000 ล้านบาท และประมาณไตรมาส 4 ขายอีก 1,500 ล้านบาท เข้า TFUND การขายสินทรัพย์เหล่านี้เป็นการเลื่อนจากเดิมที่คาดว่าจะขายตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2554
“ผู้ผลิตรายใหญ่ของญี่ปุ่นหลายรายยังให้ความสนใจลงทุนในประเทศไทย เพราะเห็นว่าผู้ผลิตฮาร์ดแวร์รายใหญ่ของญี่ปุ่นได้มีการซื้อพื้นที่เช่าโรงงานเพิ่มอีก 2 แห่งในนิคมฯ บางปะอิน จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 2 แห่ง โดยให้เหตุผลว่าหากย้ายฐานการผลิตต้องใช้งบลงทุนอีกมาก” นายวีรพันธ์ กล่าว







