
เก็บค่าต๋งแบงก์ใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯยังวุ่น
แวดวงการเงินในสัปดาห์นี้ยังให้ความสนใจติดตามการเก็บเงินนำส่งของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
แวดวงการเงินในสัปดาห์นี้ยังให้ความสนใจติดตามการเก็บเงินนำส่งของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
จากธนาคารพาณิชย์เพิ่มมากกว่า 0.4% ของเงินฝาก เพื่อนำไปใช้หนี้เงินต้นกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบการเงินจำนวน 1.14 ล้านล้านบาท และดอกเบี้ยเฉลี่ยปีละ 4.5 หมื่นล้านบาท ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ต้องการลดภาระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ไม่ให้เป็นภาระงบประมาณ ว่าจะกระทบต่อผู้ใช้บริการทางการเงินอย่างไรบ้าง
โดยผลการหารือระหว่าง นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กับทางสมาคมธนาคารไทย ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา ก็ยังไร้ข้อสรุปว่าจะเก็บเงินนำส่งจากธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ จากปัจจุบันที่เก็บอยู่ 0.4% เพราะธนาคารพาณิชย์ไม่ยอมรับเงื่อนไข ธปท. แต่ ธปท.ไม่ให้ธนาคารพาณิชย์ผลักภาระไปให้ประชาชนผู้บริโภคที่ใช้บริการทางการเงินหรือลูกค้าของธนาคาร
อย่างไรก็ตาม ธปท.ยืนยันว่าจะไม่เก็บเงินนำส่งเต็มเพดานสูงสุดที่ร่าง พ.ร.ก.กำหนดไว้ที่ 1% เพราะถ้าเก็บเต็มเพดานอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์เพราะต้นทุนจะสูงขึ้น ทำให้แข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ลำบาก และที่สำคัญอาจทำให้ธนาคารพาณิชย์ผลักภาระที่สูงขึ้นด้วยการหันไปเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้น
รวมทั้งอาจทำให้ธนาคารพาณิชย์ลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง ขณะเดียวกันก็ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้น ซึ่งกระทบลูกค้าธนาคารพาณิชย์มากขึ้นได้
ที่สำคัญการหารือระหว่าง ธปท.และสมาคมธนาคารไทยนอกจากจะไม่ได้ข้อสรุปเรื่องอัตราการเก็บเงินแล้ว ทางสมาคมธนาคารไทยยังฝากการบ้าน เรื่องความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างธนาคารพาณิชย์กับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งไม่ได้เก็บเงินนำส่งตาม พ.ร.ก.โอนหนี้ แต่ก็ยังได้รับการคุ้มครองเงินฝาก ทำให้ต้นทุนการเงินถูกกว่า เกิดความได้เปรียบการแข่งขันฝากให้ นายประสาร ผู้ว่าการ ธปท. นำไปหารือกับ รมว.คลังด้วย ว่าจะแนวทางการดูแลความลักลั่นเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เพื่อไม่กลไกการแข่งขันในธุรกิจธนาคารบิดเบือน คาดว่า ธปท.จะนำข้อกังวลต่างๆ ของธนาคารพาณิชย์เข้าหารือกับ รมว.คลังในสัปดาห์หน้า
ด้านนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ได้กำชับให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐอย่ามาแย่งลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ โดยไม่ให้ปล่อยกู้แก่ลูกค้ารายใหญ่ให้เน้นการปล่อยกู้ตามกฎหมายสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ให้เน้นเฉพาะลูกค้ารายย่อยเท่านั้น หรือถ้าทำไปแล้วก็ผ่อนปรนให้ทำได้เฉพาะกับลูกค้าเก่าเท่านั้น เพราะ รมว.คลังไม่ต้องการให้ธนาคารรัฐไปปล่อยกู้รายใหญ่จนทำให้ลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ไหลมากู้กับธนาคารรัฐหมด และไม่มีความจำเป็นต้องไปแข่งขันเพื่อแย่งลูกค้าเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์ด้วย แลกเปลี่ยนกันต่อไปคลังจะไม่มีนโยบายให้สร้างกำไรมาเป็นตัววัดผลการทำงานของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ
ด้าน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีต รมว.คลัง และอดีตผู้ว่าการ ธปท. กล่าวเตือนว่า รัฐบาลไม่ควรออก พ.ร.ก.แก้ปัญหาหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ โดยโอนหนี้ทั้งหมดไปให้ ธปท. และไม่ควรอ้างความจำเป็นในการแก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำมาเป็นเหตุผลในการเร่งออก พ.ร.ก. เพราะเสี่ยงที่จะเป็นโมฆะ
ขณะที่ นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่ารัฐบาลชุดนี้ต้องรับผิดชอบหากเกิดปัญหาขึ้นในอนาคตจากการแก้กฎหมายใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ เพราะเรื่องนี้มีโอกาสสร้างความสูญเสียให้กับ ธปท.ในอนาคต และเห็นว่ารัฐบาลทำเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองมากกว่าวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจ
ส่วนความคืบหน้าในการจัดตั้งกองทุนประกันภัยน้ำท่วม นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ระบุว่า หลัง ครม.มีมติผ่านร่าง พ.ร.ก.จัดตั้งกองทุนประกันภัยจะจัดตั้งกองทุน 5 หมื่นล้านบาท ในเดือน เม.ย. และจะเปิดขายประกันป้องกันภัยน้ำท่วมให้กับประชาชนและธุรกิจเอสเอ็มอีได้ทันทีในวงเงินรวม 5 แสนล้านบาท
แต่การตั้งกองทุนประกัน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อการฟื้นฟูเยียวยาอุตสาหกรรมจากเหตุอุทกภัย ถูกทางญี่ปุ่นมองว่าวงเงินดังกล่าวน้อยเกินไป แต่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้ต่างชาติ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ได้ให้คำมั่นสัญญากับนักลงทุนต่างชาติว่าจะไม่ให้เกิดอุทกภัยซ้ำเหมือนปีที่แล้ว
สำหรับการปรับแนวทางการหารายได้เพิ่มนอกจาก รมว.คลังจะสั่งให้ศึกษาแนวทางการหาเงินคงคลังที่มีอยู่ในปัจจุบันประมาณ 2.5 แสนล้านบาท ไปสร้างผลประโยชน์เพิ่มแทนการฝากไว้ที่ ธปท.โดยไม่ได้รับดอกเบี้ย
ขณะเดียวกันกรมสรรพากรได้มีการเตรียมเสนอแผนการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาที่ปัจจุบันจัดเก็บอยู่ 10-37% ให้มีระดับอัตราที่มากขึ้น เช่น 10% 15% 20% 25% 30% ไปจนถึงระดับสูงสุดพร้อมเสนออัตราการหักค่าใช้จ่ายประจำ ที่จะนำมาหักลดหย่อนภาษีจากปัจจุบันที่ให้หักได้ 6 หมื่นบาท เสนอให้ รมว.คลังพิจารณาปรับใหม่
ด้านการจัดรายได้ของรัฐบาลเริ่มฟื้นตัวขึ้นในเดือน ธ.ค. โดยนายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ในเดือน ธ.ค. 2554 จัดเก็บรายได้ได้ 1.24 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้า 5,768 ล้านบาท คิดเป็น 4.9% โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 1,963 ล้านบาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,883 ล้านบาท ทำให้ในไตรมาสแรก (ต.ค.-ธ.ค.) รัฐบาลจัดเก็บรายได้ 3.96 แสนล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 1.36 หมื่นล้านบาท
สำหรับดัชนีหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีเคลื่อนไหวบวกและลบช่วงแคบๆ ยกเว้นวันศุกร์ที่ดัชนีรูดลงแรงกว่า 11.05 จุด หลังสถานทูตสหรัฐออกประกาศเตือนพลเมืองสหรัฐว่า กรุงเทพฯ อาจเป็นเป้าหมายของการก่อการร้าย ทำให้เกิดแรงขายหุ้นตัวใหญ่ แต่สุดท้ายมีแรงซื้อกลับดันดัชนีปิดที่ 1,044.81 จุด ลดลง 7.42 จุด







