
ตัดงบเพิ่มทุนเอสเอ็มอีแบงก์
สภาหั่นจาก5พันล้านเหลือพันล. โสฬสยันไม่กระเทือนแผนให้กู้
สภาหั่นจาก5พันล้านเหลือพันล. โสฬสยันไม่กระเทือนแผนให้กู้
เอสเอ็มอีแบงก์ แห้วได้เงินเพิ่มทุนโดนหั่นเหลือ 1,000 ล้านบาท ยันไม่กระทบยอดปล่อยสินเชื่อ
นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า ได้รับการรายงานจากกระทรวงการคลังเรื่องความคืบหน้าการขอเงินเพิ่มทุนจำนวน 5,000 ล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังได้เสนอของบดังกล่าวในกรอบงบประมาณปี 2555 ว่า ที่ประชุมรัฐสภาได้พิจารณากรอบงบปี 2555 และได้มีการปรับลดงบเพิ่มทุนของธนาคารลงเหลือแค่ 1,000-1,400 ล้านบาท กระทรวงการคลังแจ้งว่า เม็ดเงินส่วนที่เหลือจะไปขอเงินมาเพิ่มทุนในปีงบประมาณต่อไป
นายโสฬส กล่าวว่า ในเบื้องต้นเชื่อว่าการลดวงเงินเพิ่มทุนดังกล่าว จะทำให้ยอดเงินกองทุนต่อสินทรัพย์ของธนาคารที่ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 7.5% จะปรับเพิ่มเป็น 88.5% เท่านั้น แต่เชื่อว่าจะยังไม่กระทบต่อการปล่อยสินเชื่อของธนาคารมากนัก เพราะทางกระทรวงการคลังไม่ได้กำหนดอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงขั้นต่ำไว้เหมือนกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยึดตามมาตรฐานสากลที่ระดับ 8.5%
“เงินเพิ่มทุนอีก 1,000 ล้านบาทจะทำให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อได้อีก 12 เท่า ซึ่งก็จะตกประมาณ 1 หมื่นกว่าล้านบาท จึงเชื่อว่าไม่กระทบภาพรวมการปล่อยสินเชื่อ เพราะธนาคารยังสามารถปล่อยสินเชื่อได้ต่อแม้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงจะลดลงต่ำกว่า 8.5% ก็ตาม” นายโสฬส กล่าว
สำหรับความรุนแรงจากเหตุการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไม่น้อยกว่า 5 แสนราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นล้านบาทที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2554 จึงมีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านทางเอสเอ็มอีแบงก์ในวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ดังนั้นการที่ธนาคารไม่ได้รับเงินเพิ่มทุนทำให้การขยายสินเชื่อเพื่อสร้างผู้ประกอบการลำบากมากขึ้น
ทั้งนี้ นับตั้งแต่มีการจัดตั้งบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม (บอย.) ที่มีทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาทในปี 2534 จนกระทั่งเปลี่ยนสถานะเป็นเอสเอ็มอีแบงก์ในปี 2545 รัฐบาลได้มีการใส่เงินเพิ่มทุนรวม 7 ครั้ง คิดเป็นเงินเพิ่มทุน 1.33 หมื่นล้านบาท







