
รัฐบาลลุยไฟ พรก.กู้4ฉบับ
เปิดศักราชปีมะโรงงูใหญ่ปุ๊บก็เป็นห้วงเวลาการเดินหน้าลุยงานหนักของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปั๊บ
เปิดศักราชปีมะโรงงูใหญ่ปุ๊บก็เป็นห้วงเวลาการเดินหน้าลุยงานหนักของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปั๊บ
4 ม.ค.ที่ผ่านมา นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ได้เสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาอนุมัติร่าง พ.ร.ก. 4 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่าง พ.ร.ก.ที่ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปล่อยซอฟต์โลน 3 แสนล้านบาท และนำไปปล่อยกู้ให้สถาบันการเงินเพื่อปล่อยกู้ให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม 2.ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เพื่อฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ 3.ร่าง พ.ร.ก.จัดตั้งกองทุนประกันภัย 5 หมื่นล้านบาท
แต่พอถึงกฎหมายฉบับที่ 4. คือร่าง พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูจำนวน 1.14 ล้านล้านบาท กลับไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้รับผิดชอบหารายได้มาชำระภาระดอกเบี้ยปีละ 46 หมื่นล้านบาท แทนกระทรวงการคลัง กลับทำให้แผนการหาเงินมาใช้ร้อนฉ่าทันที
เมื่อนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง คัดค้านในที่ประชุม ครม.จนนายกรัฐมนตรีเห็นชอบด้วยและมีมติให้นายกิตติรัตน์ไปหารือกับนายธีระชัย และธปท.รวมถึงที่ประชุม กยอ.ให้เรียบร้อยก่อนนำมาเสนอ ครม.อีกรอบ
ประเด็นการโยกหนี้แล้วให้กองทุนฟื้นฟูฯ และธปท.รับผิดชอบหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยจึงกลายเป็นไฟในมือรัฐบาล
เพราะประเด็นออก พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟู ที่ให้อำนาจ ธปท.สามารถนำเงินนำส่งของสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่เรื่องเก็บจากธนาคารพาณิชย์ 0.4% ของเงินฝาก พร้อมทั้งเปิดช่องให้สามารถเรียกเก็บเงินจากธนาคารพาณิชย์เพิ่มได้จนถึง 1% ทำให้มีผลกระทบมาก
ธนาคารพาณิชย์ส่งสัญญาณออกมาว่า การเรียกเก็บเงินนำส่ง ถือเป็นการนำเงินไปใช้ไม่ตรงวัตถุประสงค์ที่ควรนำไปใช้คุ้มครองผู้ฝากเงินในยามเกิดวิกฤต ทำให้ธนาคารมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งภาระในส่วนนี้จะต้องถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคในท้ายที่สุด
ขณะเดียวกันคณะศิษยานุศิษย์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ก็ได้ออกมาคัดค้านอย่างหนัก
ทำให้ในที่สุดรัฐบาลจึงต้องประกาศถอยครึ่งทาง โดยจะกลับไปปรับปรุงรายละเอียดตามที่ ธปท.ท้วงติง
“ท่านรองนายกฯ รับปากว่าจะแก้ไขมาตรา 7 ให้ เพราะไม่ต้องการที่จะสร้างความลำบากให้กับ ธปท. แต่ที่ต้องออก พ.ร.ก.เพราะต้องการจะดูแลให้สัดส่วนการชำระหนี้ต่องบประมาณรายปี ซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 15% ของงบประมาณแต่ละปี ให้มีสัดส่วนไม่สูงเกินไป ถ้ารัฐบาลยังต้องรับภาระดอกเบี้ยจากหนี้กองทุน 1.14 ล้านล้านบาท ซึ่งตกปีละ 4.5 หมื่นล้านบาท และต้องรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่จะกู้ใหม่มาเพิ่มเติมด้วยแล้วสัดส่วนนี้อาจจะสูงเกินไปได้” นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.เปิดเผย
ส่วนเรื่องการโอนภาระดอกเบี้ยประมาณปีละ 4.5 หมื่นล้านบาทมาให้กองทุนฟื้นฟูฯ ดูแลนั้น เท่าที่ตกลงกันในเบื้องต้น คือ จะขอใช้จากเงินค่าธรรมเนียมในส่วนที่สถาบันการเงินนำส่งให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากในอัตรา 0.4% ของฐานเงินฝากทั้งระบบ มาใช้ชำระดอกเบี้ย 0.35% ซึ่งส่วนนี้คิดเป็นเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ส่วนอีก 1.5 หมื่นล้านบาท กองทุนฟื้นฟูฯ จะเก็บจากสถาบันการเงินเพิ่มเติม แต่ในการเก็บเพิ่มนี้ ต้องป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินผลักภาระมาให้ประชาชน จึงคาดว่าจะเก็บเงินจากสถาบันการเงินแค่ 9,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนอีกประมาณ 6,000 ล้านบาท จะให้พิจารณานำมาจากการบริหารสินทรัพย์ของกองทุนฟื้นฟูฯ ในแต่ละปี
10 ม.ค.นี้ พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับจะถูกนำเสนอเข้าที่ประชม ครม.อีกครั้ง
สัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยเปิดตลาดที่ระดับ 1,036.14 จุด ก่อนขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 1,041.83 จุด หลังจากนั้นอ่อนตัวลงปิดที่ 1,036.26 จุด เพิ่มขึ้น 10.94 จุด จากสิ้นปี นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 112.22 ล้านบาท สถาบันซื้อสุทธิ 1,246.90 ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 29.98 บาท รายย่อยขายสุทธิ 1,389.10 ล้านบาท







