
เมื่อSocial Media แย่งการสื่อสารของรัฐในมหาอุทกภัย
การสื่อสารของรัฐในวิกฤตอุทกภัยครั้งนี้แทบไม่ได้ทำตัวเองให้เป็น “ผู้ครอบครองข่าว” ได้เลย
การสื่อสารของรัฐในวิกฤตอุทกภัยครั้งนี้แทบไม่ได้ทำตัวเองให้เป็น “ผู้ครอบครองข่าว” ได้เลย
โดย..ม.ล.อัจฉราพร ณ สงขลา
ขณะที่คนกำลังต้องการข่าวเพื่อการตัดสินใจต่อความอยู่รอดของตัวเอง ผู้คนจำนวนมากหันไปหาแหล่งข่าวอื่น และแหล่งข่าวที่สำคัญครั้งนี้ส่วนหนึ่งคือ Social Media
เพราะความน่าสนใจในข่าวจากรัฐไม่อาจสู้ข่าวที่ออกมาทาง Social Media ซึ่งเต็มไปด้วยความหวือหวา สีสัน สนุก มีอารมณ์ โดนใจ ฯลฯ อยู่ด้วย
Social Media เป็นอีกช่องทางการให้ข่าวที่น่าสนใจ และมีบทบาทมากในวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ และเป็นตัวอย่างที่ทำให้เราคาดการณ์ได้ว่าหากเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นมาอีก Social Media จะต้องมีบทบาทที่พัฒนาไปมากกว่านี้อีกมาก
ผู้เขียนขออนุญาตทบทวนความหมายของ Social Media สักเล็กน้อยอีกครั้งค่ะ เพราะเวลาไปบรรยายก็จะมีคนถามถึงความหมายของ Social Media อยู่บ่อยๆ ทั้งๆ ที่มีการใช้คำนี้กันมานานพอสมควรแล้ว
Social Media คือสื่อทั้งหลายในสังคม เช่น ...หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ป้าย ฯลฯ แต่ขณะนี้ Social Media ที่มีบทบาทมากที่สุดคือสื่อที่มีเครือข่ายในระบบ On Line หรือ Social Network อาจผ่านทาง SMS BB WhatsApp FaceTime Viber Line Web Boards Web Blogs Podcasts ... และผ่านทาง Application ที่เข้ามาอยู่ในเครื่องมือสื่อสาร On Line อีกมากมาย ...
Social Media ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีปัจจัยสำคัญ 2 อย่าง คือเครื่องมือสื่อสารและ Application ซึ่งเพิ่มปริมาณขึ้นทุกวัน
Social Media สามารถบันทึกและส่งภาพ เสียง ข้อความ สามารถแพร่สะพัดเป็น Viral Messages ออกไปในเสี้ยววินาทีทั่วโลกโดยไม่มีอะไรมายับยั้งได้
ข่าวอุทกภัยครั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นข่าวที่ร่วมกันสร้างขึ้นมาจากประชาชนทั่วไปค่ะ
ประชาชนส่งภาพถ่าย คลิปวิดีโอ และส่งข้อความกระจายข่าวสารกันเองเข้าไปใน Social Media เราเห็นภาพเด็ดๆ มากมายใน Social Media ครอบคลุมเหตุการณ์ได้หลายส่วน และภาพจำนวนมากให้เนื้อหาที่ไม่ปรากฏหรือหาดูและฟังไม่ได้ใน TV วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ด้วยซ้ำแม้ไม่มีใครรู้หรือรับผิดชอบว่ามันเป็นเรื่องจริงๆ หรือถูกสร้างให้จริง
อุปกรณ์การสื่อสารยุคใหม่ Smart Phone Tablet และ Application ขั้นเทพสามารถทำให้คนหลายล้านคนกลายเป็นนักข่าวได้หมด ส่งข่าวใกล้เคียงกับ Real Time ครบทั้งเนื้อหา ภาพ เสียง จากนั้นมีการกด Share Tag Comment Like/Unlike กระจายต่อกันไปทั้งวันทั้งคืน จนอาจกล่าวได้ว่า คนมีเพื่อนใน Face Book มาก เพียงเปิดดู Face Book ชั่วโมงต่อชั่วโมง ก็พอจะมองภาพรวมของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้พอสมควรแล้ว
หรือคนมี Smart Phone Tablet เชื่อมต่อ Internet ไว้ อาจไม่ต้องดู TV ฟังวิทยุหรืออ่านหนังสือพิมพ์ก็ได้
ข่าวสารที่มาจาก Social Media ไม่ได้ผ่านกองบรรณาธิการ ส่งกันไปส่งกันมาจนแทบหาต้นตอไม่ได้ว่าผุดมาจากที่ไหน
ผู้ส่งสารต้องรับผิดชอบในเนื้อหาที่สร้างขึ้นมาเอง ผู้ส่งสารใช้วิจารณญาณในการสร้างเนื้อหาของตนเองที่สอดคล้องกับจริยธรรมสังคมและกฎหมายบ้านเมือง ส่วนคนรับสารก็ต้องมีวิจารณญาณของตนเองเช่นกัน จะเชื่อเนื้อหาที่ได้รับนั้นก็ได้ จะไม่เชื่อก็ได้ หรือจะเลือกเชื่อบางส่วนก็ได้ไม่มีใครบังคับ
ยิ่งส่งต่อไปยิ่งมันส์ค่ะ
สังเกตไหมคะว่าเนื้อหาบางเรื่องที่น่าอ่าน เมื่อผ่านการส่งต่อทาง Social Media กันหลายครั้งจะมี Comment เพิ่มเข้ามามากมาย Comment ที่เพิ่มเข้ามาเหล่านั้นแหละค่ะเป็นตัวเพิ่มอรรถรสให้ ชวนอ่าน ชวนคิด สนุก มากขึ้นไปอีก
แต่ Social Media มีเด็ดมากกว่านั้นค่ะ
Social Media มีปัจจัยตัวที่ 5 ที่เรียกว่า Emotion หรือ Feeling หรือ Sentiment แถมเข้ามาอีกตัวหนึ่งค่ะ
ชีวิตคนเรานั้นมีอารมณ์ค่ะ และ Social Media มีอารมณ์ให้เราบอกเล่าได้ทุกอารมณ์ รัก โกรธ เกลียด เศร้า ร้องไห้ ฯลฯ เราจึงเห็นว่ามี Emotion App ให้เราใส่เข้าไปในอุปกรณ์สื่อสารมากมาย เพื่อให้เราเลือกจิ้ม Icon มาแสดงอารมณ์ได้นับร้อยนับพัน
หรือหากจะให้สะใจ เราอาจขุดเอาคำที่หาไม่ได้ในพจนานุกรมแต่ได้อารมณ์สุดๆ ใส่เข้าไปได้อีกเพียบ เช่น ...กร้ากกก ...ร้ากกกก ...ตรู ...เมิง ฯลฯ
มีสื่อตัวไหนทำให้ได้อารมณ์สะใจและมันส์อย่างนี้ได้บ้างล่ะค่ะ
ตอบได้เลยว่า...
“ม่ายมีหรอกคร่าาา”... ท่านผู้อ่านขา หนังสือพิมพ์หัวสียังทำไม่ได้เลยคร่าาา...
นี่คือเหตุผลหรือคุณสมบัติยอดเยี่ยมที่ซ่อนอยู่ใน Social Media สิ่งที่ดูเหมือนกับว่าเป็นเรื่องไร้สาระหรือเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง แต่ในความเป็นจริงเมื่อมันคือตัวเรียกแขกตัวหลักของ Social Media ค่ะ
จากนั้นทุกครั้งที่ท่านกด “Like” “Share” “Tag” “Vote” “Comment” ใส่ Icon หรือคำที่สะใจ หากว่ามากพอ... ต่อไปมันจะกลายเป็น Social Media Power ค่ะ
นักนิเทศศาสตร์เริ่มรู้ว่า Social Media มีคุณสมบัติของสื่อที่ทำได้มากกว่า 2 Way Communications บางสำนักมองว่ามันเป็น Multi Way Communications ไปแล้วค่ะ
ขอบอกว่า... การสื่อสารของรัฐในวิกฤตมหาอุทกภัยครั้งนี้ที่ไม่สามารถทำให้ตัวเองให้เป็น “ผู้ครอบครองข่าว” ได้
ก็เพราะส่วนหนึ่งถูกแย่งซีนไปโดย Social Media Power นี่แหละคร่าาาา... (อ่านต่อวันอังคารหน้าค่ะ)







