
ศก.เสียหายหนักกว่าคลังประเมิน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของไทย
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของไทย
รุนแรงและกินวงกว้างกว่าที่คาดไว้มาก เนื่องจากทำให้การผลิตบางส่วนหยุดชะงัก เครือข่ายการผลิตชิ้นส่วนชอร์ต จนการส่งออกเริ่มชะลอตัว ผลกระทบทางเศรษฐกิจจึงมีมาก
ถ้าพิจารณาในรายละเอียดการประเมินความเสียหายของตัวเลขเศรษฐกิจของ ธปท. จะพบว่าสูงกว่าที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ประเมินไว้มาก
เมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. ชี้แจงว่า ภาวะเศรษฐกิจในเดือน ต.ค. ชะลอตัวต่อเนื่อง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมและภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลให้การผลิตหดตัวและการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญหดตัว โดยเฉพาะยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า โชคดีที่การส่งออกสินค้าในกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมยังขยายตัวได้
แต่การที่อุปสงค์ในประเทศขยายตัวลดลงจากปัญหาการผลิตและการขนส่ง ทำให้การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวติดลบ 3.7% จากเดือนก่อนหน้าติดลบ 1.6%
การลงทุนภาคเอกชนที่ติดลบ 3% จากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบแค่ 0.2% รวมทั้งมีผลให้การนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าทุนชะลอ และทำให้ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์หดตัว 41.8% จากเดือนก่อนหน้าที่เคยขยายตัว 25.7%
นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่สำรวจความคิดเห็นจากผู้ประกอบการทั่วประเทศปรับลดลงแรง และลดลงมากสุดเป็นประวัติการณ์ด้วย โดยความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือน ต.ค. ปรับลดลงจาก 48.5 จุด เหลือ 36.7 จุด ซึ่งต่ำกว่าระดับความเชื่อมั่นที่ระดับ 50 จุด และความเชื่อมั่นทางธุรกิจในระยะ 3 เดือนข้างหน้าลดลงจาก 50.6 จุด เหลือ 42.9 จุด
อย่างไรก็ตาม ธปท.คาดว่าในภาคการผลิตยังไม่น่าจะมีการย้ายฐานการผลิตหนีจากไทย แม้ความเชื่อมั่นทางธุรกิจจะลดลงก็ตาม เนื่องจากภาคการผลิตโดยรวมมีแนวโน้มจะฟื้นตัวได้ในระยะ 6 เดือนหลังจากนี้ ขณะที่ตลาดแรงงานที่แรงงานถูกเลิกจ้าง 7-8 แสนคน ยังมีโอกาสจะกลับมาทำงานได้อีก เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังแสดงเจตนาที่จะจ้างงานต่อหลังเริ่มการผลิตใหม่ จึงไม่น่าจะกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการภาครัฐและเอกชนที่จะกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจจำนวนมาก จึงเชื่อว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน







