
FIF กับค่าเงิน
....นพดล วิกยานนท์
ปัจจุบันนักลงทุนไทยมีการกระจายการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ทั้งในรูปแบบการลงทุนโดยตรงและการลงทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินต่างๆ ซึ่งมีความหลากหลาย ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ช่วยให้นักลงทุนมีการกระจายความเสี่ยงโดยไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แต่เพียงในประเทศไทยเท่านั้น ตามคำกล่าวที่ว่า “อย่าเก็บไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว”
กองทุนรวมต่างประเทศ (FIF : Foreign Investment Fund) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนไปต่างประเทศสามารถทำได้ง่าย และมีนโยบายการลงทุนให้นักลงทุนได้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตร หุ้น ทองคำ น้ำมัน หรือแม้แต่สินค้าเกษตร ฯลฯ
นอกจากนี้ นักลงทุนยังสามารถเลือกกลุ่มประเทศที่สนใจลงทุนได้กว้างขวาง โดยสามารถใช้เงินลงทุนเพียงเล็กน้อย และยังมีมืออาชีพมาช่วยบริหารจัดการลงทุนให้
ที่ผ่านมากองทุนรวม FIF จึงเป็นช่องทางการไปลงทุนต่างประเทศที่ได้รับความนิยม เห็นได้ชัดเจนจากกองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ ที่เกือบทุก บลจ. ออกเสนอขายกันหลายซีรีส์ จนทำให้เม็ดเงินจากนักลงทุนไทยเข้าไปอยู่ในตราสารหนี้เกาหลีใต้มากถึงกว่า 4 แสนล้านบาท เนื่องจากผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ไทยที่ให้ผลตอบแทนเพียงน้อยนิด
ในปีที่ผ่านมากองทุนรวม FIF หลายกองทุนให้ผลตอบแทนสูงอย่างน่าตกใจ แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่มีผลการดำเนินงานติดลบ จนเป็นที่น่าสงสัยว่าการไปลงทุนในกองทุนรวม FIF ดีจริงหรือไม่
สำหรับคำถามนี้คงตอบได้ยากว่าการลงทุนในกองทุนรวม FIF จะดีจริงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ นี่เป็นโอกาสกระจายความเสี่ยงที่จะทำให้นักลงทุนมีโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาหลักทรัพย์ในหลายๆ ประเทศปรับตัวลดลงค่อนข้างมากเช่นนี้ แต่ทั้งนี้ผลตอบแทนล้วนอยู่คู่กับความเสี่ยง ดังนั้นการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการลงทุนใดๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
สำหรับประเด็นความเสี่ยงที่นักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนรวม FIF ควรพิจารณาถึงได้แก่ ความเสี่ยงด้านสภาวะตลาด ภาวะทางการเมืองและความมั่นคงของประเทศที่จะนำเงินไปลงทุน ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจจะมีผลกระทบทำให้กำไรจากการลงทุนกลายเป็นเท่าทุน หรืออาจจะถึงขั้นผลขาดทุนสุทธิเมื่อแปลงค่ากลับมาเป็นเงินบาทก็เป็นได้ ดังจะเห็นจากตัวอย่างการคำนวณความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจมีผลกระทบต่อมูลค่าของ FIF
ดังนั้น ทุกครั้งก่อนการตัดสินใจเลือกลงทุนในกองทุนใด นักลงทุนก็ควรศึกษารายละเอียดของกองทุน รวมถึงปัจจัยเสี่ยงของกองทุนนั้นๆ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ และประเมินขอบเขตความเสี่ยงที่ตนเองสามารถรับได้เพื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับผลตอบแทนที่คาดหวังในการลงทุนให้ดีก่อนเสมอ รวมทั้งควรมีการติดตามข้อมูลข่าวสารที่จะมีผลกระทบต่อการลงทุน และหมั่นศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยลดความเสี่ยงในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ซึ่งจะส่งผลลบต่อการลงทุน และช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถตัดสินใจเลือกลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่สำหรับนักลงทุนที่ไม่แน่ใจว่าตนเองรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน และไม่แน่ใจในเรื่องจังหวะการลงทุน ควรหันมาสร้างวินัยในการลงทุน โดยใช้หลักการลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Average) เพื่อลดความเสี่ยงและไม่พลาดทุกโอกาสการลงทุนจะดีกว่า







