
เอกชนขอรัฐหาเงินกู้ดอกต่ำให้นิคมฯใช้ฟื้นฟู
เอกชนขอรัฐหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 1 หมื่นล้านบาทให้โรงงานในนิคมฯและอีก 2,000 ล้านให้ผู้พัฒนานิคมฯใช้ฟื้นฟูสาธารณูปโภค
เอกชนขอรัฐหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 1 หมื่นล้านบาทให้โรงงานในนิคมฯและอีก 2,000 ล้านให้ผู้พัฒนานิคมฯใช้ฟื้นฟูสาธารณูปโภค
นางอัญชลี ชวนิชย์ นายกสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยภายหลังการหารือมาตรการสินเชื่อพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัย ว่า ต้องการให้รัฐบาลหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำวงเงินไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท ให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมกว่า 900 โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลมีเพียงการออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 1.3 แสนล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เท่านั้น ขณะเดียวกันต้องการให้หาเงินกู้เพิ่มเติม 2,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมไปใช้ในการฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคทั้งถนน ระบบประปา ไฟฟ้า ภายในนิคมฯทั้ง 7 แห่งด้ว
“มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่รัฐบาลอนุมัติออกมาช่วยเหลือส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ขณะที่โรงงานส่วนใหญ่ในนิคมฯไม่เข้าข่ายเลย จึงต้องการให้มีสินเชื่อช่วยเหลือกลุ่มนี้โดยเฉพาะ ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมก็ไม่น่าจะเกิน 3%” นางอัญชลี กล่าว
ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวจะเสนอต่อนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และความเป็นอยู่ของประชาชน ภายในสัปดาห์หน้า
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ และบริษัทสวนอุตสาหกรรมบางกะดี กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลขยายระยะเวลาในการชำระหนี้ของสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ที่จะให้แก่ผู้ประกอบการนำไปใช้สร้างคันกั้นน้ำถาวรเป็น 15 ปี จากเดิมที่ให้ชำระหนี้คืนภายใน 7 ปี เพื่อช่วยลดภาระของผู้ประกอบการ เนื่องจากการลงทุนสร้างคันกั้นน้ำเป็นการลงทุนที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
ทั้งนี้ ในการลงทุนสร้างคันกั้นน้ำจะต้องมีการขอให้ผู้ประกอบการโรงงานต่างๆช่วยร่วมลงทุนด้วยจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น และหากรัฐบาลไม่มีการขยายเวลาชำระหนี้จะส่งผลให้นักลงทุนมีการพิจารณาย้ายฐานการลงทุนไปยังพื้นที่อื่น โดยการขยายเวลา 15 ปี จะช่วยให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของโรงงานต่ำกว่า 1,000 บาทต่อไร่ต่อเดือน จาก 7 ปี จะอยู่ที่ 2,000 บาทต่อไร่ต่อเดือน โดยพิจารณาจากพื้นที่นิคมฯ 2,500 ไร่







