posttoday
เปิดโมเดลป้องบางชันน้ำมาต้องให้ผ่าน

เปิดโมเดลป้องบางชันน้ำมาต้องให้ผ่าน

16 พฤศจิกายน 2554

มหาอุทกภัยครั้งนี้ส่งผลรุนแรงต่อประเทศไทยลึกซึ้งหลายด้าน

มหาอุทกภัยครั้งนี้ส่งผลรุนแรงต่อประเทศไทยลึกซึ้งหลายด้าน

ทั้งประชาชน สังคม เศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายอย่างเป็นรูปธรรม

กรณีนิคมอุตสาหกรรมที่จมน้ำไปแล้ว7 แห่ง กระทบต่อระบบการผลิตสินค้าประเภทต่างๆ ไม่เฉพาะประเทศไทย แต่ส่งผลสะเทือนในระดับโลก เพราะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติไปตามๆ กัน จนหลายประเทศตั้งท่าปรับแผนกระจายการลงทุนลดความเสี่ยงจากประเทศไทยกันเลยทีเดียว

ขณะนี้หลายนิคมอุตสาหกรรมใน จ.พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี ที่ระดับน้ำลดลงแล้ว กำลังถูกฟื้นฟูและกู้คืนเพื่อให้ระบบการผลิตกลับมาฟื้นตัวโดยเร็ว ขณะที่มีอีกหลายนิคมอุตสาหกรรมที่ยังอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง โดยเฉพาะนิคมอุตสาห กรรมฝั่งตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพมหานคร (กทม.) หนึ่งในนั้นคือบางชัน นิคมอุตสาหกรรมเก่าแก่ของประเทศ

“วันนี้แม้นิคมฯ บางชันจะอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ แต่ยังไม่สามารถไว้วางใจได้ เพราะปริมาณน้ำเหนือกรุงเทพฯ ยังมีปริมาณมาก หากมีกรณีรื้อพนังกั้นอีก มีโอกาสที่น้ำจะเข้าท่วมนิคมฯ บางชันได้ตลอดเวลา” ธเนศ วีระศิริ เลขาธิการวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะที่ปรึกษานิคมอุตสาหกรรมที่เหลือรอดอีก 10 แห่ง รวมถึงบางชันและลาดกระบัง กล่าว

ธเนศ ยืนยันด้วยว่ามวลน้ำที่ไหลจากคลองสามวาสู่เขตสายไหม ถนนรามอินทรา เข้าโจมตีนิคมฯ บางชันและพื้นที่โดยรอบเมื่อ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา หากพ้นระยะเวลาอีก 7 วันข้างหน้าถึงประมาณวันที่ 18 พ.ย. โดยไม่มีมวลน้ำเข้ามาเพิ่ม บางชันมีโอกาสรอดสูง และเชื่อว่าหากยืนระยะอยู่ได้เกิน 20 วัน นิคมอุตสาหกรรมบางชันจะปลอดภัยจากอุทกภัยครั้งนี้

สำหรับหลักการแก้ไขสถานการณ์ของนิคมอุตสาหกรรมบางชัน คือ การยอมให้น้ำไหลผ่าน ประกอบกับบางชันมีชัยภูมิที่ดี ทั้งถนนและคลองที่อยู่รอบนิคมฯ ช่วยรับและระบายน้ำได้ระดับหนึ่ง

แตกต่างจาก 7 นิคมอุตสาหกรรมก่อนหน้านี้ที่ต้านน้ำอย่างเต็มที่ เมื่อปริมาณน้ำมากถึงระดับหนึ่ง คันกั้นน้ำไม่สามารถรับมือได้ แม้จะมีจุดแตกเพียงจุดเดียว น้ำก็ไหลเข้าท่วมนิคมฯ ได้

ในทางกลับกัน เมื่อยอมให้น้ำไหลผ่านแล้ว ต้องเร่งสูบน้ำออกควบคู่กันไป ซึ่งนิคมฯ บางชันใช้เครื่องสูบน้ำหลายร้อยเครื่อง รวมทั้งเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำจากบึงกระเทียมและคลองหลอแหลสู่คลองแสนแสบ

จากอัตราการไหลของน้ำซึ่งวัดได้เมื่อวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ระดับ 0.78 เมตรต่อวินาที จะช่วยระบายน้ำได้ประมาณ 70 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อรักษาระดับน้ำรอบนิคมฯ ให้อยู่ในสถานการณ์ควบคุมได้ คือ ไม่เกิน 1 เมตร

ดังนั้น สถานการณ์ปัจจุบันของนิคมฯ บางชัน ยังอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินขั้น 1 คือ มีระดับน้ำเกิน 1 เมตร แต่ในภาพรวมจะสามารถสู้น้ำได้ถึงระดับ 1.4 เมตร ขณะที่ยังมีแผน 2 คือ คันกั้นน้ำภายในแต่ละโรงงานความสูงประมาณ 3 เมตร

ธเนศ ย้ำว่า ขณะนี้สถานการณ์ของนิคมฯ บางชัน อยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยว่าไม่มีพนังกั้นน้ำแตก และการระบายน้ำสู่คลองแสนแสบยังทำได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันน้ำสู่อุโมงค์ยักษ์ที่พระราม 9 แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่า คือ นิคมอุตสาหกรรมอัญธานี เขตประเวศ และนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ขณะนี้น้ำเหนือได้เข้าล้อมไว้แล้วเช่นเดียวกัน

“นิคมฯ ลาดกระบัง ถือว่าอยู่ในเส้นทางน้ำไหลผ่าน เพราะฉะนั้นมีความเสี่ยงมาก ขณะที่ชัยภูมิแตกต่างจากนิคมฯ บางชัน เพราะมีพื้นที่เปิดให้น้ำไหลผ่านได้บ้าง ทางที่ดีควรทำคันถาวรเสริมคันดินที่มีอยู่ในระดับความสูง 2.5 เมตร ถ้าน้ำเหนือมามากแล้วพึ่งแต่คันดิน เชื่อว่ายันได้ไม่เกิน 5 วัน” ธเนศ ระบุ

หลังจากนี้คงต้องตามเอาใจช่วยกันให้นิคมฯ บางชัน สามารถยืนระยะจนผ่านพ้นวันที่ 18 พ.ย.ไปให้ได้ เพื่อเข้าสู่จุดปลอดภัย แล้วไปตามลุ้นจุดเสี่ยงที่นิคมฯ ลาดกระบังกันต่อ ซึ่งก็ยังหวังว่าจะได้รับข่าวดีรอดได้เช่นกัน เพราะที่เสียหายไปก่อนหน้านี้ก็สะเทือนเศรษฐกิจประเทศไปแล้วมหาศาล

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม