
การลงทุนของคุณ ‘รักษ์โลก’ แค่ไหน
...ธีระ ภู่ตระกูล
ประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างไทยเราคาดหวังที่จะได้รับอะไรจากการประชุม World Business Summit ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน เมื่อปีที่แล้ว นอกเหนือจากการที่นายกรัฐมนตรีของเรามีโอกาสได้ถ่ายภาพเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้นำจากประเทศต่างๆ ของโลก คำตอบสั้นๆ คือ อากาศร้อนก้อนโต การที่สาธารณชนตระหนักเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในไม่กี่ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่เรียกร้องให้ใส่ใจกับเรื่องดังกล่าว ความใส่ใจของสาธารณชนนี้เองที่ทำให้ผู้ประกอบการทั้งหลายสร้างภาพตัวเองว่า
“รักษ์โลก” โดยเฉพาะบริษัทน้ำมันต่างๆ ที่อ้างว่าพวกเขาได้เปลี่ยนการผลิตเชื้อเพลิงแบบสกปรกกลับมาเป็นพลังงานทดแทน การพิทักษ์โลกเป็นแนวคิดที่น่ายกย่อง แต่เราจะเต็มใจที่จะลงมือทำมากกว่าดีแต่พูดหรือไม่ ความรับผิดชอบร่วมกันของผู้บริโภคเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงแค่ผิวเผิน ตลาดสำหรับสินค้าปลอดสารนั้นใหญ่โต แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้บริโภคใส่ใจกับสุขภาพของคนในครอบครัวมากกว่าสิ่งแวดล้อมโลก และผู้บริโภคส่วนน้อยมากที่ยอมจ่ายแพงขึ้นสำหรับสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจขาลง ตัวอย่างเช่น สายการบิน British Airways เสนอโครงการ Carbon Offset พร้อมเที่ยวบินของเขามาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว แต่ก็พบว่ามีผู้โดยสารประมาณ 3% เท่านั้นที่บริจาคในโครงการนี้ก่อนที่จะมีการลงทุนรัฐบาลและบริษัทต่างๆ โดยทั่วไปจะพิจารณาผลตอบแทนเป็นหลัก ถ้าการลงทุนดูเหมือนว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะเวลาที่เหมาะสมจึงจะคุ้มที่จะลงทุน แต่การจะทำให้การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทุเลาลงนั้นมีราคาแพงและต้องการการลงทุนขนาดใหญ่ แถมผลตอบแทนยังไม่แน่นอน ความจริงแล้วบริษัทน้ำมันใหญ่ๆ หลายบริษัท เช่น BP และ Shell ลดการลงทุนเกี่ยวกับพลังงาน
“เพื่อสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกลง ธุรกิจที่เกี่ยวกับพลังงานสะอาด (Clean Energy) ประสบความเสียหายหนักในช่วง Crisis ที่สินเชื่อโดนจำกัดในปี 2551 อย่างที่รู้กัน พลังงานทางเลือก เช่น ลม และพลังงานแสงอาทิตย์มีต้นทุนการดำเนินงานต่ำ แต่การลงทุนเบื้องต้นสูง เมื่อการปล่อยสินเชื่อลดน้อยลง การสั่งซื้อกังหันลมและแผงพลังงานแสงอาทิตย์ก็ลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันหรือก๊าซ การขุดเจาะจากใต้พื้นดินค่อนข้างถูก และขายได้นานตราบเท่าที่บริษัทผลิตพลังงานเหล่านั้นไม่ได้โดนบังคับให้ชดเชยค่าเสียหายที่เกิดจากมลภาวะเป็นพิษหรือภาวะโลกร้อนที่พวกเขาก่อ อุตสาหกรรมหนักในประเทศกำลังพัฒนา เช่น จีน และอินเดีย ไม่สามารถคาดหวังได้ว่า “ความสกปรก” ของพลังงานฟอสซิลจะหมดไปได้ นอกเสียจากว่าพวกเขาจะได้รับสัญญาณที่ชัดเจนจากผู้บริโภคหรือรัฐบาลว่าสิ่งเหล่านี้พวกเขาน่าจะสนใจ และเหล่าผู้ประกอบการก็ยังไม่ได้รับสัญญาณอะไรทั้งสิ้นเมื่อความกดดันจากผู้บริโภคหายไป รัฐบาลต้องเข้ามาควบคุมดูแลเอง นั่นเป็นแผนการที่อยู่เบื้องหลัง พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งมีจุดประสงค์ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการทำให้ประเทศต่างๆ ยอมรับเป้าหมายร่วมกันตามตารางเวลาที่กำหนดมาด้วย โดยจะแบ่งโลกออกเป็นประเทศพัฒนาแล้วซึ่งถูกกำหนดให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กับประเทศกำลังพัฒนาซึ่งยังไม่โดนกำหนด เมื่อประเทศที่ร่ำรวยยืนยันที่จะปฏิบัติตามข้อตกลง พวกเขาต้องรับผิดชอบที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ตามเปอร์เซ็นต์ที่ได้ตกลงกันจากวันที่เลือกไว้ (โดยมากจะอยู่ในปี 2533) อังกฤษลดลง 12.5% ญี่ปุ่นและแคนาดา 6% และอื่นๆ แนวทางก็คือถ้าจะให้เป็นไปตามเป้าหมาย รัฐบาลควรจะกำหนดนโยบายเพื่อส่งสัญญาณเรื่องราคาไปยังภาคธุรกิจให้เปลี่ยนจากการลงทุนในสินค้าที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาเป็นสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทน
แต่ความเป็นจริงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโลกได้มีการเพิ่มขึ้นสูงถึง 20% หลังจากมีการลงนามในพิธีสารตั้งแต่ปี 2540 ดังนั้นจึงเห็นชัดว่าแผนนี้ใช้การได้ไม่ดีนัก เหตุผลหลัก 3 ประการก็คือ ประการที่หนึ่ง ประเทศร่ำรวยส่งออกอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปยังประเทศกำลังพัฒนา เช่น อุตสาหกรรมการผลิตเหล็ก ซีเมนต์ รถยนต์ ตู้แช่เย็น คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ที่ก่อให้เกิดมลภาวะเป็นพิษในประเทศที่กำลังพัฒนานั้นล้วนแต่ผลิตในประเทศจีน และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่ซึ่งกฎเกณฑ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกครอบคลุมไปไม่ถึง ยังผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงขึ้นอีก ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงฐานการผลิตในครั้งนี้
สาเหตุที่ 2 คือ ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดของโลกขณะที่มีการลงนามในข้อตกลงคือ อเมริกา ซึ่งยังไม่ยอมยืนยันตามข้อตกลง และประเทศที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวมากที่สุดในจำนวนหลายประเทศ และปล่อยก๊าซในปริมาณมากนั้น คือ ออสเตรเลีย ซึ่งเพิ่งจะยอมปฏิบัติตามกฎเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมานี้เอง ด้วยเหตุนี้จึงสมควรที่จะถกเถียงได้ว่าผู้ที่ควรจะได้รับการตำหนิควรจะเป็นรัฐบาลของประเทศนั้นๆ มากกว่าตัวพิธีสารเอง แต่ข้อตกลงที่คู่สัญญาสำคัญไม่ปฏิบัติตามก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่าประสบผลสำเร็จ
สาเหตุที่ 3 คือ บางประเทศล้มเหลวที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามที่สัญญาไว้ได้ในปี 2550 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแคนาดาสูงกว่าในปี 2533 ถึง 29% และในสเปนสูงกว่าถึง 57% แต่ก็ไม่มีความจำเป็นสำหรับพวกเขาที่จะต้องบรรลุเป้าหมาย ต้องขอบคุณประเทศในสหภาพโซเวียตที่อุตสาหกรรมที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของพวกเขาล่มสลายลงในช่วงทศวรรษ 1990 ดังนั้นพวกเขาจึงมี Carbon Credit อยู่เต็มมือ ซึ่งสามารถซื้อได้ในราคาที่ไม่ต้องคิดมาก ประเทศที่กำลังจะล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายของพิธีสารเกียวโตก็สามารถซื้อสิ่งที่เรียกกันในภาคอุตสาหกรรมว่า
“Russian Hot Air” เนื่องจากกำหนดการประชุมเกี่ยวกับเป้าหมายเกียวโตใกล้จะมาถึงในปี 2555 นี้ ความปรารถนาที่อยากจะได้ Credit ที่ไม่มีความหมายเหล่านั้นก็เพิ่มมากขึ้นไม่น่าแปลกใจเลยที่ประเทศจีนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการประชุม UN Summit และส่งแต่เพียงผู้แทนระดับล่างมาเข้าร่วมประชุมในวันสุดท้าย ซึ่งอย่างน้อยที่สุดอาจกล่าวได้ว่าไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ย้อนกลับมาที่คำถามของผมในตอนแรก อะไรที่รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์คาดหวังที่จะได้รับจากการประชุม UN Summit ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เมืองโคเปนเฮเกน สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ เราไม่ได้ส่งสัญญาณที่ถูกต้องให้แก่ภาคธุรกิจ อีกทั้งยังมีทางตันกรณี มาบตาพุดในขณะนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่านโยบายเกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมที่สัมฤทธิผล มีประสิทธิภาพและเป็นที่ถูกใจภาคการเมือง จะเข้าร่องเข้ารอยก่อนการประชุม UN ครั้งหน้าที่เม็กซิโกในเดือนพ.ย. ไม่ว่านายกฯ อภิสิทธิ์ จะยังอยู่ในตำแหน่งหรือไม่ในขณะนั้น เป็นสิ่งที่เร็วเกินไปที่จะกล่าว







