
กำเงินสดรอเก็บของ
นับถอยหลังจากนี้ไปอีก 4 วัน ถึงกำหนดศาลตัดสินคดีประวัติศาสตร์ยึดทรัพย์สิน มูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาท ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งยวดต่ออนาคตของประเทศไทยทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและการลงทุน โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ดัชนีหุ้นจะซึมซับข่าวดีและข่าวร้ายอย่างฉับไว
และก่อนจะถึงวันนั้นคงมีแรงกระเพื่อมทางการเมืองอีกหลายระลอก แล้วนักลงทุนจะต้องเตรียมตัวกันอย่างไร ลองมาฟังความคิดเห็นของผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่ามองสถานการณ์อย่างไร??????
สุชาย สุทัศน์ธรรมกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ก่อนถึงวันที่ 26 ก.พ.นี้ ไม่น่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ เกิดขึ้น แต่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าหลังคำตัดสินออกมาแล้วประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เพราะกลุ่มคนที่ไม่สมหวัง คงจะพยายามดำเนินการต่างๆ เพื่อเดินไปสู่จุดที่ตัวเองต้องการจึงเป็นสิ่งที่น่าห่วง
“
ผมไม่อยากเห็นเลยเหตุการณ์เหมือนเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549” สุชาย กล่าว และว่า เป็นเรื่องธรรมดาในช่วงก่อนมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น 12 วันก็จะมีการคาดเดาใน 2 ทาง ซึ่งคนที่ไม่คิดว่ารุนแรงก็จะเข้าซื้อหุ้น ส่วนคนที่คาดว่าแรงก็จะอยู่เฉยๆ ส่วนระบบการซื้อขายหลักทรัพย์มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหา เพราะตลท. และโบรกเกอร์มีระบบสำรองอยู่แล้วด้าน บล.พัฒนสิน (CNS) มองว่า ดัชนีหุ้นจะผันผวนระหว่างวันที่ 2226 ก.พ. มองแนวต้าน 710715 จุด แนวรับ 670666 จุด โดยหากเกิดกรณีที่ดีที่สุดไม่มีเหตุการณ์รุนแรง คาดดัชนีมีโอกาสรีบาวด์ชั่วคราวไปที่ 715 จุด ส่วนกรณีที่แย่สุด คาดดัชนีจะอ่อนตัวลงมาที่บริเวณ 670666 จุด
อย่างไรก็ตาม หลังผ่านพ้นวันที่ 26 ก.พ. ประเด็นเรื่องยุบสภาจะกลายมาเป็นประเด็นการเมืองต่อไป
ขณะที่ สุกิจ อุดมสิริกุล ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์ บล.นครหลวงไทย พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดอาวุโส บล.ธนชาต และวชิราลักษณ์ แสงเลิศศิลปชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ มองตรงกันว่า ในช่วงสัปดาห์อันตรายไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น หากดัชนีอ่อนตัวลงก็ถือเป็นจังหวะเข้าซื้อเพราะปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลง
สุกิจ มองว่าระดับ 680 จุด น่าจะรับได้ แต่หากหลุดระดับนี้คงเป็นเรื่องยาว
ขณะที่ พิชัย กล่าวว่า มีโอกาสที่ดัชนีจะเปลี่ยนแปลงบวกลบ 5% จากระดับดัชนีที่ปิดที่ 700 จุด ในปัจจุบัน หรืออาจมีสิทธิเห็นดัชนีปรับฐานในระดับ 1015% แต่มองว่าจะเป็นเรื่องระยะสั้นเท่านั้น เพราะพื้นฐานดี
นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนหุ้นระยะยาว กล่าวว่า ช่วงสัปดาห์นี้ต้องระมัดระวังและอยู่นอกตลาดเตรียมเม็ดเงินไว้ให้พร้อมหากดัชนีทรุดลงแรงก็ให้เข้าซื้อ ซึ่งส่วนตัวเตรียมเงินสดไว้ประมาณ 10% เพื่อรอซื้อหุ้นพื้นฐาน ปันผลดีและไม่หวั่นไหวกับการเมือง
nหุ้นดิ่ง 3% ออกหนังสือเตือนสตินักลงทุน
ศักรินทร์ ร่วมรังษี ผู้ช่วยผู้จัดการ สายงานกำกับ ตลท. กล่าวว่า ในวันที่ 26 ก.พ. หากดัชนีหุ้นปรับตัวลงถึง 3% ทางตลท. จะร่วมมือกับหน่วยงานอีก 3 ฝ่ายที่เกี่ยวข้องตลาดทุน คือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง ส่งหนังสือออกมาเตือนนักลงทุนเพื่อไม่ให้ตื่นตระหนกต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งหากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใดก็จะให้หน่วยงานนั้นออกมาชี้แจงรายละเอียดให้นักลงทุนทราบข้อมูลทันต่อสถานการณ์
“
ตัวเลข 3% ถือเป็นเกณฑ์เดิมที่นักลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจอยู่แล้ว เพราะมีประสบการณ์เมื่อครั้งที่หุ้นร่วงจากกรณีที่เกิดข่าวลือเมื่อเดือนต.ค. ปีก่อน และยืนยันว่าจะไมปิดการซื้อขายหลักทรัพย์แน่นอน เพราะจะส่งผลกับภาพลักษณ์ของประเทศได้ และตลาดหลักทรัพย์ยังมีมาตรการหยุดพักการซื้อขายหลักทรัพย์ชั่วคราว (เซอร์กิต เบรกเกอร์)ศักรินทร์ กล่าวว่า ต้นสัปดาห์นี้ทางตลท. จะซักซ้อมการประสานกับ 3 หน่วยงานดังกล่าว รวมทั้งซักซ้อมระบบงานสายงานกำกับ โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลของบจ. เพราะวันตัดสินใกล้ครบกำหนดที่บจ. จะต้องส่งและรายงานงบการเงินจากผลประกอบการปี 2552 โดยวันสุดท้ายที่ต้องส่ง คือ วันจันทร์ที่ 2 มี.ค. ทั้งนี้ทางตลท. ได้เตรียมช่องทางหรือวิธีการสำรองให้กับบจ. ส่งงบการเงินอีกหลายวิธี เช่น มาส่งงบการเงินที่ตลท. โดยตรง
“
ตลท.แค่ตื่นตัว แต่ไม่ได้ตื่นตระหนก ซึ่งทางตลท. กับบจ. ต้องมีการทบทวนวิธีการให้เป็นที่เข้าใจตรงกัน”ถึงตอนนี้ได้แต่นั่งภาวนา ว่าขออย่าได้เกิดเหตุการณ์รุนแรงอะไรเลย ที่ทำให้ประเทศไทยต้องเดินเข้าสู่ภาวะอับจน และความไม่สงบไม่เกิดผลดีต่อผู้ใดเลย







