posttoday
มองภาพอนาคตประเทศไทย 10 ปีข้างหน้า: น้ำพริกปลาทู

มองภาพอนาคตประเทศไทย 10 ปีข้างหน้า: น้ำพริกปลาทู

22 กุมภาพันธ์ 2553

....พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ

สัปดาห์ก่อน ผมเล่าเรื่องต้มยำกุ้งน้ำโขง ซึ่งเป็นภาพอนาคตหนึ่งในสามภาพที่สถาบันคลังสมองแห่งชาติได้จัดสัมมนาเชิงปฎิบัติการเรื่อง “ภาพอนาคตประเทศไทยปี 2562” สัปดาห์นี้มาต่อกันที่ภาพอนาคตอีกภาพที่ชื่อว่า “น้ำพริกปลาทู” ครับ ที่ชื่อนี้ก็เพราะภาพย่อยต่างๆ เปรียบเสมือนผักหลากชนิดที่เป็นส่วนประกอบของน้ำพริกปลาทูนั่นเอง

ภาพอนาคตประเทศไทยปี 2562: น้ำพริกปลาทู

วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและบริการในประเทศ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงขั้นรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก ไม่เว้นแม้แต่ภาคการเกษตรของไทย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรทีทำให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัย และวิกฤติการเมืองที่ความขัดแย้งก่อตัวลุกลาม สร้างความเหนื่อยหน่ายให้แก่ประชาชน ส่งผลให้ประเทศไทยตระหนักถึงปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศที่รุมล้อมและบั่นทอนการพัฒนาประเทศและสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินนโยบายภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจังของภาครัฐ และการพัฒนาโดยใช้ทุนภายในประเทศ โดยเฉพาะทุนทางวัฒนธรรมตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นทางออกที่นำไปสู่การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ของการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และยึดแนวทางการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนบนฐานการคำนึงถึงสังคมเป็นหลัก

การเปลี่ยนผ่านสังคมไทยสู่ปี 2562 ด้วยกระบวนทัศน์การพัฒนาที่เน้นการพึ่งพาตนเอง ดำเนินไปบนฐานของการสร้างสังคมฐานความรู้ นำไปสู่การต่อยอดสังคมตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ใช้ทุนภายในประเทศในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และส่งผลต่อการพัฒนาพลเมืองสร้างสรรค์ในทุกกลุ่มวัยให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต อันมีปัจจัยและโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวยทั้งในด้านพื้นที่และช่องทางการเรียนรู้ ที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะสถาบันการศึกษาซึ่งได้ปรับบทบาทตนเองเป็นหน่วยจัดการความรู้ที่บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นและสร้างภูมิปัญญาใหม่ให้แก่ประเทศ

ความไม่เสถียรทางการเมืองจะทำให้ภาครัฐมีบทบาทน้อยลง ภาคประชาชนเข้มแข็งและเข้าใจถึงการอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างหลากหลาย มีการกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่นในรูปแบบที่เหมาะสมต่อท้องถิ่น เกิดเขตการปกครองพิเศษที่เป็นวัตกรรมทางการเมือง ซึ่งมีภาคประชาสังคม ภาควิชาการและสื่อมวลชน หนุนเสริมภาครัฐในการรณรงค์สร้างคามเข้าใจให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แตกต่างไปจากความคุ้นเคยเดิม

นโยบายตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงได้หนุนเสริมให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมตลอดจนภาคบริการโดยทั่วไปของประเทศ ดำเนินกิจการภายใต้ระบบเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการพัฒนาตลาดภายในประเทศให้เติบโต ขณะที่ชุมชนต่างๆ มีการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์พึ่งพาตนเอง ด้วยการดำเนินโครงการ “ธนาคารต้นไม้” เพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้แก่ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เกิดวัฒนธรรมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตของประชาชนในทุกระดับ

สังคมการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (25502553) ได้วางรากฐานการพัฒนาประเทศไปสู่สังคมฐานความรู้ (knowledge base society) และต่อยอดสู่การพัฒนาตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (creative economy) ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ที่ใช้ทุนภายในประเทศทั้ง 6 คือ ทุนธรรมชาติ ทุนกายภาพ ทุนสังคม ทุนมนุษย์ ทุนการเงิน และทุนวัฒนธรรม เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนา ซึ่งมีหน่วยงาน/องค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนตอบรับอย่างกว้างขวางและได้ดำเนินการไปแล้วในระดับหนึ่ง

แนวทางการพัฒนาข้างต้น หนุนนำให้ปี 2562 ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์” ด้วยโครงสร้างพื้นฐานของสังคมที่เอื้ออำนวยทั้งด้านการศึกษา การเรียนรู้เทคโนโลยี ระบบลอจิสติกส์ ระบบการเงิน ระบบการผลิตที่มีคุณภาพและสุขอนามัย และระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งส่งเสริมทักษะและความสามารถที่เป็นพรสวรรค์ในตัวบุคคล

เกิดนวัตกรรมกระบวนทัศน์ว่าด้วยการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อประชาชนในทุกกลุ่ม สอดคล้องกับบริบทอันหลากหลายของสังคมไทย เกิดช่องทางและพื้นที่การเรียนรู้ใหม่ๆ นอกเหนือจากอินเตอร์เน็ตที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำกัด และส่งผลให้สถาบันการศึกษาต้องปรับบทบาทเป็น “นักจัดการความรู้” ที่บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นบนฐานการมีส่วนนร่วมของชุมชน เกิดการต่อยอดองค์ความรู้เดิมและสร้างองค์ความรู้ใหม่ภายใต้บริบทสังคมไทย ที่คำนึงถึงความหลากหลายของศาสนา วัฒนธรรม ชาติพันธุ์ ตลอดจนเพศสภาวะ

การปฎิรูปเศรษฐกิจไทย

เศรษฐกิจไทยอิงตลาดส่งออกเป็นหลักมาเป็นเวลายาวนาน และมีแนวโน้มที่จะพึ่งพิงตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น โดยในปี 51 สัดส่วนการส่งออกของไทยสูงถึง 72% ของรายได้ประชาชาติ(GDP) ประสบการณ์จากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 40 และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 51 ทำให้ไทยสูญเสียเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสุ่มเสี่ยงดังกล่าว จึงได้กำหนด “นโยบายปฎิรูประบบเศรษฐกิจไทย” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับตลาดในประเทศ โดยได้กำหนดเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วน GDP ของตลาดในประเทศต่อตลาดส่งออกให้สูงขึ้นเป็นร้อยละ 60:40 ภายในปี 62

ตัวอย่างนโยบายและมาตรการสำคัญในการปฎิรูปเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ (creative industry) การพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม การส่งเสริมและพัฒนาระบบนวัตกรรมสำหรับ SME การยกระดับชีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมบริการและท่องเที่ยว การเร่งรัดพัฒนาตลาดสินค้าชุมชน การปฎิรูประบบสหกรณ์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางและรถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศ การพัฒนาระบบชลประทาน การส่งเสริมการสร้างและใช้สินค้าแบรนด์ไทย โครงการเรียนฟรีตลอดชีวิต การปลูกฝังวินัยทางการเงินให้แก่เยาวชน การเพิ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาของภาครัฐ และมาตรการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน เป็นต้น

Carbon Credit Trading ในทุกระดับ

ประเทศไทยได้จัดตั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ขึ้นในปี 50 เพื่อดูแลเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด เพื่อช่วยให้ประเทศที่มีพันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจกสามารถซื้อ “คาร์บอนเครดิต” ไปหักลบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศของตน เพื่อบรรลุพันธกรณี อีกทั้งยังส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย

ปรากฎการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ประเทศไทยในปี 62 เกิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในระดับประเทศและระดับประชาชน โดยมีการแสดง Carbon footprint หรือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วยตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบจนกระทั่งการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังใช้งาน

ส่วนระดับชุมชนมีการ่วมกลุ่มเพื่อจัดตั้ง “ธนาคารต้นไม้” เพื่อขายคาร์บอนเครดิตอย่างแพร่หลาย ภาคเอกชนมีการพัฒนาและใช้ zero waste technology อย่างแพร่หลาย และนำบรรษัทภิบาล (CSR) ด้านสิ่งแวดล้อมมาใช้เป็นเครื่องมือในการแข่งขันทางการค้าภายในประเทศ

การเมืองสีรุ้ง

ความเบื่อหน่ายต่อสภาพการเมืองภายในประเทศ ส่งผลให้ภาคประชาชนหันมาประสานพลังเป็นเครือข่ายต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมที่เข้มแข็งขึ้นเป็นลำดับ

เครือข่ายภาคประชาชนได้เฝ้ามองความขัดแย้งของฝ่ายต่างๆ อย่างอดทน เกิดคำถามถึงการดำรงอยู่บนภาวะความขัดแย้งทางการเมืองที่เริ่มหยั่งรากสู่เยาวชน กระบวนการแสวงหาคำตอบก่อให้เกิดการเรียนรู้ถึงความหลากหลายของขั้วความคิดทางการเมืองมากขึ้น จากความตระหนกต่อภาวะการณ์ความขัดแย้ง เปลี่ยนผ่านสู่ความคุ้นชินและยอมรับต่อขั้วต่างทางการเมือง

เมื่อกระบวนทัศน์ทางการเมืองของประชาชนได้แปรเปลี่ยนไป โดยมีเหตุปัจจัยจากภาคการศึกษาที่ส่งเสริมการเรียนรู้ให้เด็กและเยาวชนทำความเข้าใจถึงความแตกต่างหลากหลายทางการเมืองอย่างจริงจัง อันเป็นภาพสะท้อนของการดำเนินนโยบายของรัฐ ว่าด้วยการยอมรับความหลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรม ชาติพันธุ์ และเพศสภาวะ ตลอดจนภาคประชาสังคมที่รณรงค์สร้างการเรียนรู้ให้กับชุมชนและท้องถิ่นเกี่ยวกับการกระจายอำนาจการปกครองโดยไม่ยึดติดในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ประกอบกับสื่อมวลชนมีเสรีภาพในการนำเสนอความจริงอย่างรอบด้านและมุ่งเน้นความเป็นกลาง การเมืองภาคประชาชนจึงเริ่มเข้มแข็งเป็นลำดับ สังคมไทยในปี 62 จึงเป็นสังคม “การเมืองสีรุ้ง” ที่ความขัดแย้งและการเคลื่อนไหวทางการเมืองกลายเป็นเรื่องปกติ เป็นสิทธิส่วนบุคคลอันมีรัฐธรรมนูญให้การรับรอง

ภาพอนาคตข้างต้นมีความเป็นไปได้มากบ้าง น้อยบ้าง ที่จะเกิดขึ้น ภาพที่เราอยากเห็นจะต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ ผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ส่วนภาพที่ไม่อยากเห็นแต่ดันมีโอกาสเกิดสูงต้องช่วยกันตัดไฟเสียแต่ต้นลมครับ สัปดาห์หน้าพบกันใหม่ครับ

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69