posttoday
สูบน้ำฟื้นนิคมฯ10พ.ย.นำร่องไฮเทค  บางปะอิน

สูบน้ำฟื้นนิคมฯ10พ.ย.นำร่องไฮเทค บางปะอิน

29 ตุลาคม 2554

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ผลการประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ผลการประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง

ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมฯ บ้านหว้า (ไฮเทค) นิคมฯ บางปะอิน นิคมฯ โรจนะ นิคมฯ นวนคร นิคมฯ บางกะดี และนิคมฯ แฟคตอรี่แลนด์ วังน้อย ได้ข้อสรุปในการวางแผนกอบกู้นิคมอุตสาหกรรรมที่จมน้ำแล้วให้กลับมาดำเนินการโดยเร็วที่สุด ซึ่งผู้พัฒนานิคมฯ ทั้ง 7 แห่ง มีแผนชัดเจนแล้ว แต่ขอให้ภาครัฐเร่งหาเครื่องสูบน้ำมาสนับสนุนการกู้นิคมฯ

ขณะที่ในภาพรวมน่าจะเริ่มสูบน้ำได้ตั้งแต่วันที่ 10 พ.ย. รัฐบาลจะระดมเครื่องสูบน้ำจากทั่วประเทศมา 350 ตัว เพื่อกระจายสู่นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ คาดว่า ภายใน 5-7 วัน จะระดมเครื่องสูบน้ำมาได้ทั้งหมด ใช้เวลาสูบน้ำประมาณ 10 วัน หากเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ บางโรงงานอาจจะเริ่มเดินเครื่องจักรได้ตั้งแต่กลางเดือน ธ.ค. เป็นต้นไป

สูบน้ำฟื้นนิคมฯ10พ.ย.นำร่องไฮเทค  บางปะอิน

จากการคาดการณ์ ถ้าปริมาณน้ำฝนไม่เพิ่มขึ้น หรือไม่มีเหตุการณ์อื่นๆ เข้ามาแทรก การดำเนินการคงจะเริ่มได้ตามแผนการที่วางไว้ เนื่องจากขณะนี้ในพื้นที่ตอนบน เช่น จ.นครสวรรค์ น้ำลดระดับลงหมดแล้ว รวมทั้งยังมีการผันน้ำออกสู่ทะเลอย่างทางแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีนและบางปะกง ระดับน้ำใน จ.พระนครศรีอยุธยา จึงน่าจะค่อยๆ ลดลงตามลำดับ

กรณีที่จะกู้นิคมฯ ใดก่อนนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ตั้งของนิคมฯ ว่า พื้นที่ไหนระดับน้ำลดลงก่อน เนื่องจากการสูบน้ำออกจากนิคมฯ จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยภายนอกอื่นๆ ด้วย เช่น ระดับน้ำที่เหมาะสม หากรีบสูบน้ำออกก่อนอาจทำให้คันดินที่ตั้งไว้พังลงได้ ตลอดจนต้องคำนึงถึงชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงด้วย เพื่อไม่ให้สูบน้ำออกไปแล้วไปสร้างปัญหาน้ำท่วมขังให้กับพื้นที่อื่น โดยนิคมฯ ที่อาจจะเริ่มกู้ก่อนได้ น่าจะเป็นนิคมฯ ไฮเทค หรือนิคมฯ บางปะอิน ส่วนนิคมฯ สหรัตนนคร และนิคมฯ บางกะดี จะช้าหน่อย เพราะอยู่ในพื้นที่ลึก

ในส่วนเรื่องการขุดถนนเพื่อผันน้ำออกทางภาคตะวันออกนั้น ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก เช่น นิคมฯ ลาดกระบังหรือไม่ แต่เชื่อว่าสิ่งที่รัฐบาลตัดสินใจทำจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดแล้ว คงไม่ทำให้ไปเกิดปัญหาในอีกที่หนึ่งแทน

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ และบริษัท สวนอุตสาหกรรมบางกะดี กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะเริ่มมีความชัดเจนเรื่องแผนฟื้นฟู คือ กำหนดเวลาไว้ที่ 45 วัน และกำหนดวงเงินสินเชื่อสำหรับช่วยเหลือแล้ว แต่จากการหารือกับผู้ประกอบการในสวนอุตสาหกรรมบางกะดี พบว่า ยังต้องการความชัดเจนจากภาครัฐ 2 เรื่อง คือ 1.ข้อมูลที่มาจากรัฐยังไม่ชัดเจน ส่งผลต่อการตัดสินใจที่อาจเพลี่ยงพล้ำได้ ดังนั้นจึงต้องการให้รัฐบาลจัดตั้งศูนย์ข้อมูลให้แก่นักลงทุน และระบุถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายจริงๆ เพื่อให้นักลงทุนเตรียมรับมือ และ 2.นักลงทุนต้องการทราบแผนดูแลประเทศไทย ทั้งการกู้นิคมฯ และฟื้นฟูที่เป็นรูปธรรมและเร็ว รวมทั้งต้องการทราบว่า ปีหน้าหากน้ำท่วมอีกรัฐบาลจะมีวิธีรับมืออย่างไร

“เครื่องมือของเอกชนในการสูบน้ำออก หรือกู้เครื่องจักรมีไม่พอ รัฐบาลต้องจัดหาให้และดำเนินการกู้โดยด่วน เพราะค่าเสียโอกาสที่หายไปจากการขาย โดยเฉพาะเทศกาลการขายช่วงปลายปีมีค่ามากกว่าเงินลงทุนที่เสียหายไปกับน้ำ” กอบกาญจน์ กล่าว

สำหรับแผนการกู้ของสวนอุตสาหกรรมบางกะดี หลังน้ำลดจากสันเขื่อนประมาณ 1 ม. จะเร่งสูบน้ำออกทันที คาดว่าจะใช้เวลา 30 วัน น้อยกว่าที่รัฐบาลกำหนดไว้ โดยการสูบน้ำออกหลังจากนี้ใช่ว่าน้ำลดจะทำได้ทันที เพราะต้องคำนึงว่าน้ำจะไปท่วมพื้นที่อุตสาหกรรมอื่นหรือบ้านเรือนของประชาชนบริเวณใกล้เคียง หรือไม่ เพราะบริษัทไม่อยากเอาตัวรอดด้วยวิธีการลักษณะนี้

ทาเคยะ คิมิโอะ ที่ปรึกษาอาวุโส องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจกา) กล่าวว่า ได้มาทำงานร่วมกับรัฐบาลในการวางแผนป้องกันปัญหาน้ำท่วมในอนาคต ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่ยากจะรับมือ หากเกิดขึ้นในญี่ปุ่นรัฐบาลก็คงทำอะไรไปไม่ได้มากกว่านี้ การที่รัฐบาลพยายามที่จะป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้ากรุงเทพฯ และเร่งผันน้ำออกทางตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพฯ ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

การวางแผนป้องกันน้ำท่วมในอนาคตจำเป็นต้องร่วมกันตัดสินใจจากคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว เพราะภัยธรรมชาติจะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หากจะรับมือโดยการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ประชาชนต้องตัดสินใจว่าจะร่วมมือด้วยหรือไม่ เข้าใจว่าตอนนี้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาชุมชนยังเป็นปัญหาสำหรับประเทศไทยอยู่ หรือถ้าต้องการสร้างทางน้ำไหลแบบถาวรออกไปทางตะวันตกและตะวันออกของกรุงเทพฯ ให้ไหลลงสู่ทะเล ประชาชนจะยินยอมหรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนไทยต้องร่วมกันตัดสินใจ

“ประเทศญี่ปุ่นเอง มีการลงทุนสร้างโครงการป้องกันภัยธรรมชาติมานานและเป็นการลงทุนมูลค่าสูงมานานแล้ว ซึ่งทุกเรื่องเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างประชาชนและรัฐบาลว่าจะทำการป้องกันอย่างไหน เพราะหากไม่ตัดสินใจประชาชนก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำท่วมต่อไป” คิมิโอะ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นยังเชื่อว่าไทยยังมีความเป็นไปได้ที่จะสร้างระบบป้องกันที่ถาวร และสามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน