
เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย...เงินบาทร่วง
...วารุณี สิทธิถาวร
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (1519 ก.พ. 2553) ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากสัปดาห์ก่อน โดยปรับตัวในช่วง 33.0533.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เทียบกับ 32.9433.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในสัปดาห์ก่อนหน้า
โดยเงินบาทปรับตัวในกรอบแคบใกล้ระดับ 33.17 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางปริมาณธุรกรรมที่ค่อนข้างเบาบาง เนื่องจากตลาดการเงินหลายประเทศในเอเชียปิดทำการในช่วง เทศกาลตรุษจีน ประกอบกับปัญหาการเมืองที่เริ่มส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนมากขึ้น ทำให้นักลงทุนมีการชะลอการทำธุรกรรม
ทั้งนี้ เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 33.14 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงสั้นๆ ช่วงกลางสัปดาห์ ตามการฟื้นตัวของเงินยูโรและแรงซื้อของนักลงทุนที่เริ่มกลับเข้าลงทุนในภูมิภาค
ในช่วงปลายสัปดาห์ เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.17 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี อ่อนค่าลงจากช่วงกลางสัปดาห์และมีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่อเนื่องตามการร่วงลงของเงินยูโรหลัง ความวิตกต่อปัญหาภาคการคลังของกรีซที่ยังไม่จบ
อีกทั้งนักลงทุนเริ่มมีความกังวลมากขึ้นว่าปัญหาดังกล่าวกำลังลุกลามไปยังอิตาลี และเป็นปัจจัยกดดันอย่างต่อเนื่องต่อการเคลื่อนไหวของเงินยูโรและเงินเอเชีย
ขณะเดียวกันเงินบาทยังได้ปัจจัยลบจากการทะยานขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐ เทียบกับตะกร้าสกุลเงินสำคัญ โดยมีแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจทั้งตัวเลขในตลาดที่อยู่อาศัย และข้อมูลภาคอุตสาหกรรมที่ออกมาในเชิงบวก ขณะเดียวกันเงินเหรียญสหรัฐยังได้ปัจจัยบวกหลังรายงานหลังการประชุมเดือนม.ค. ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) บ่งชี้ว่าผู้กำหนดนโยบายเห็นถึงความจำเป็นที่จะเริ่มโครงการขายสินทรัพย์ในระยะอันใกล้นี้ ซึ่งบ่งชี้ว่าทางการกำลังเริ่มส่งสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้เงินเหรียญสหรัฐปรับแข็งค่าขึ้น
ที่สำคัญในช่วงปลายสัปดาห์ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีการประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย มาตรฐาน (Discount Rate) ขึ้นอีก 0.25% สู่ระดับ 0.75% โดยมีผลในวันศุกร์ หลังมองว่าสถานการณ์ในตลาดการเงินของสหรัฐมีการปรับตัวดีขึ้นของภาวะตลาดการเงิน พร้อมระบุว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน มีเป้าหมายที่จะทำให้การปล่อยกู้ของเฟดกลับสู่ภาวะปกติมากขึ้น แม้ไม่ได้มีการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในแนวโน้มเศรษฐกิจหรือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate ในระยะอันใกล้
แต่ตลาดมองว่าการดำเนินที่เกิดขึ้นเป็นการบ่งชี้ถึงการดูแลสภาพคล่องในระบบ และอาจเป็นการเริ่มต้นในการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินให้เป็นปกติมากขึ้น หลังจากที่อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับจากเดือนธ.ค. 2551 ซึ่งแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวหนุนให้เงินเหรียญสหรัฐ ทะยานขึ้นเทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก ซึ่งสวนทางกับเงินยูโรที่ร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน
ขณะที่สกุลเงินภูมิภาคและเงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงปลายสัปดาห์ โดยเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 33.19 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันศุกร์
อย่างไรก็ดี การแก้ปัญหาหนี้สินของกรีซที่ยังไม่มี ความชัดเจนและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน (Discount rate) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในช่วงปลายสัปดาห์ หนุนให้ดอลลาร์สหรัฐฯ ทะยานขึ้นเทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก ซึ่งสวนทางกับเงินยูโรและสกุลเงินเอเชียที่อ่อนค่าลงหลังขาดแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น เช่นเดียวกับเงินบาทที่ร่วงสู่ระดับ 33.19 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ โดยเป็นการปรับตัวตามสกุลเงิน ภูมิภาค ประกอบกับปัญหาการเมืองที่ยังเป็นปัจจัยกดดันอย่างต่อเนื่องต่อการเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงนี้
ในช่วงต้นสัปดาห์ เงินบาทเปิดตลาดที่ 33.17 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันทำการแรกของสัปดาห์ โดยปรับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจาก 33.21 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายสัปดาห์ แต่ปรับตัวในกรอบแคบๆ ในช่วงระหว่างวันเนื่องจากตลาดการเงินในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียปิดทำการในช่วงเทศกาลตรุษจีน เช่นเดียวกับตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่ปิดทำการเนื่องในวันประธานาธิบดี ขณะเดียวกันภาวะการลงทุนในตลาด หุ้นภูมิภาคยังได้รับแรงกดดันหลังจากในวันศุกร์ที่ 12 ก.พ. ทางการจีนมีการประกาศเพิ่มเพดานกันสำรองธนาคารพาณิชย์เป็นครั้งที่ 2 แม้จะยังไม่มีผลบังคับใช้ทันทีแต่ปัจจัยดังกล่าวส่งผลในเชิงลบต่อบรรยากาศการลงทุนและกระตุ้นความวิตกของนักลงทุนว่าการคุมเข้มทางการเงินของทางการจีนจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดีจุดสนใจของตลาดในช่วงสัปดาห์นี้อยู่ที่ผลการประชุมรมว.คลัง ของกลุ่มอียูในวันอังคารว่าจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนความช่วยเหลือที่มีให้แก่กรีซหรือไม่ ทั้งนี้ปริมาณธุรกรรมที่ค่อนข้างเบาบางทำให้ค่าเงินในภูมิภาคส่วนใหญ่ปรับตัวในกรอบแคบๆ ในทิศทางอ่อนค่าลง เช่นเดียวกับเงินบาทที่ปรับตัวในกรอบแคบก่อนปิดที่ระดับ 33.17 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และยังทรงตัวในช่วงเช้าวันอังคารโดยเป็นการปรับตัวลงตามการร่วงลงของเงินยูโร หลังผลการประชุมรมว. คลังของยูโรโซนไม่ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่าปัญหาหนี้สินของกรีซจะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว อีกทั้งที่ประชุมยังเห็นพ้องกันว่ากรีซควรเสนอมาตรการใหม่ในการจัดการปัญหาทางการคลังภายในวันที่ 16 มี.ค. เพื่อบรรลุเป้าหมายในการลดยอดการขาดดุลงบประมาณและหากกรีซไม่สามารถทำได้ก็จำเป็นต้องมีมาตรการเพิ่มเติม ซึ่ง แถลงการณ์ดังกล่าวดูเหมือนยังไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นแก่ตลาดว่าสถานการณ์จะมีความคืบหน้า อย่างไรก็ดีการดีดตัวขึ้นของตลาดหุ้นเอเซียหลังนักลงทุนเริ่มกลับเข้าลงทุนในภูมิภาคอีกครั้งช่วยให้สกุลเงินภูมิภาค รวมทั้งเงินบาทฟื้นตัวขึ้นโดยอยู่ที่ระดับ 33.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ยังคงปรับตัวในกรอบแคบตลอดทั้งวัน เนื่องจากนักลงทุนออกไปรอดูท่าทีนอกตลาดและรอความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับแนวทางในการจัดการปัญหาหนี้สินของกรีซ
ในช่วงกลางสัปดาห์ เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.14 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเช้าวันพุธ โดยปรับแข็งค่าขึ้นเช่นเดียวกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค หลังได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของเงินยูโรและปัจจัย บวกจากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นเอเซีย อย่างไรก็ดีปริมาณธุรกรรมในตลาดยังเบาบางเนื่องจากตลาดการ เงินในเอเซียอาทิ จีนและไต้หวันยังคงปิดทำการในช่วงเทศกาลตรุษจีน อีกทั้งนักลงทุนยังคงทำธุรกรรมอย่างระมัดระวังในช่วงนี้เนื่องจากยังไม่แน่ใจต่อการแก้ปัญหาหนี้สินของกรีซ หลังรมว. คลังยุโรปเสนอว่ากรีซควรเสนอรายงานภายในวันที่ 16 มี.ค. สำหรับการจัดการงบประมาณให้เป็นตามเป้าหมายที่ 8.7% ในปีนี้และเสนอรายงานอีกฉบับภายในวันที่ 15 พ.ค. ที่กำหนดมาตรการด้านนโยบายที่จำเป็นตามการตัดสินใจภายหลังการประชุมของรมว. คลัง อย่างไรก็ดีข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐฯ ช่วยให้นักลงทุนมีความหวังต่อเศรษฐกิจมากขึ้นและบดบังปัจจัยลบจากปัญหาในยุโรปได้บางส่วน ซึ่งช่วยให้นักลงทุนเริ่มกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ภูมิภาคและหนุนให้ค่าเงินเอเซียปรับตัวขึ้นนำโดยนำโดยเงินวอนเกาหลีใต้และเงินริงกิตมาเลเซีย ขณะที่เงินบาทปรับแข็งค่าน้อยกว่าสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคโดยปิดที่ระดับ 33.16 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงกลางสัปดาห์ เนื่องจากยังมีปัจจัยลบจากความวิตกเกี่ยวกับปัญหาการเมืองในประเทศก่อนวันตัดสินคดีพ.ต.ท.ทักษิน ในวันที่ 26 ก.พ. ซึ่งเป็นปัจจัยถ่วงการปรับตัวขึ้นของเงินบาท
ช่วงสัปดาห์นี้ (2226 ก.พ. 2553) สายงานธุรกิจตลาดทุนมองว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงสัปดาห์นี้มีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางอ่อนค่า โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวที่กว้างมากขึ้นในช่วง 33.033.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เทียบกับที่ปรับตัวในช่วง 33.0533.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในสัปดาห์ก่อนหน้า
โดยคาดว่าปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินภูมิภาคจะเริ่มกลับสู่ภาวะปกติหลังตลาดการเงินของจีน และไต้หวันเริ่มเปิดทำการอีกครั้ง โดยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ ที่จะประกาศในช่วงสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีการผลิตทั่วประเทศยอดขายบ้านใหม่และยอดขายบ้านมือสอง ราคาบ้าน ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภครวมทั้งตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/52 ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่คาดว่าจะออกมาดี ต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้า และสนับสนุนมุมมองของตลาดที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐ กำลังปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญหากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ออกมาในระดับที่แข็งแกร่งจะยิ่งเพิ่มการคาดการณ์ของตลาดที่ว่าเฟดจะเริ่มเปลี่ยนแปลงนโยบายสู่ระดับปกติเร็วขึ้น หลังจากที่เริ่มมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Discount Rate) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยการคาดการณ์ดังกล่าวจะยิ่งหนุนให้เหรียญสหรัฐ ปรับตัวในทิศทางแข็งค่าและเป็นปัจจัยกดดันต่อสกุลเงินเอเชียรวมทั้งเงินบาท
อย่างไรก็ดี ในส่วนของปัจจัยในประเทศต้องจับตาการตัดสินคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่คาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้นำภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดการเงินของประเทศในช่วงสัปดาห์นี้







