posttoday
รายได้ปิโตรฯพุ่ง

รายได้ปิโตรฯพุ่ง

27 ตุลาคม 2554

สร้างสถิติสูงสุด1.46แสนล้านเล็งแก้เงื่อนไขเก็บค่าภาคหลวง

สร้างสถิติสูงสุด1.46แสนล้านเล็งแก้เงื่อนไขเก็บค่าภาคหลวง

รายได้ปิโตรเลียมพุ่ง 1.46 แสนล้านบาท สูงสุดรอบ 30 ปี พลังงานได้ที ร้องคลังขอเปลี่ยนเงื่อนไขเก็บค่าภาคหลวงจากเงินเป็นน้ำมัน

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บรายได้ของประเทศจากการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศและจากพื้นที่พัฒนาร่วมไทยมาเลเซีย ในรอบปีงบประมาณ 2554 (ต.ค. 2553-ก.ย. 2554) มีเงินนำส่งรัฐ 1.46 แสนล้านบาท สูงกว่าปีงบประมาณ 2553 อยู่ 2.54 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 21% สูงสุดในรอบ 30 ปี นับตั้งแต่มีการจัดเก็บรายได้จากกิจการปิโตรเลียมในปี 2524

รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อขอเปลี่ยนเงื่อนไขการจ่ายค่าภาคหลวงของผู้รับสัมปทานปิโตรเลียม จากเดิมในรูปของจำนวนเงินเป็นปริมาณน้ำมันแทน เพื่อรองรับนโยบายการเพิ่มสำรองน้ำมันในประเทศเพิ่มจาก 18 วัน เป็น 29 วัน

อย่างไรก็ดี การเพิ่มสำรองน้ำมันจะต้องหาสถานที่หรือคลังน้ำมันในการจัดเก็บ โดยจะสอบถามจากบริษัทน้ำมันยังมีพื้นที่ไหนที่ยังสามารถจัดเก็บน้ำมันได้อีก เช่น บริษัท ไออาร์พีซี เป็นต้น

“เป็นเรื่องที่ดีที่การจัดเก็บรายได้ปิโตรเลียมเพิ่มสูงขึ้น เงินเหล่านี้สามารถนำมาใช้ในโครงการของกระทรวงพลังงานได้ โดยใช้อำนาจของ รมว.พลังงาน ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการเก็บค่าภาคหลวงจากเงินเป็นน้ำมัน” นายพิชัย กล่าว

นายพิชัย กล่าวถึงโครงการลงทุนท่อส่งน้ำมันไปยังภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่าจะใช้เงินลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการขนส่งน้ำมันได้สะดวกขึ้น

แผนการลงทุนนั้นเบื้องต้นต้องการบริษัท ปตท. ในฐานะที่ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ท่อขนส่งน้ำมันปิโตเลียม (แทปไลน์) 33.19% ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจการขนส่งน้ำมันในประเทศอยู่แล้วเข้ามาดูแล โดยต้องการให้ซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นต่างชาติ เพื่อทำให้มีสัดส่วนการถือหุ้นที่มากขึ้น และสามารถใช้อำนาจในการตัดสินใจการลงทุนในแต่ละโครงการได้เร็วมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะโครงการท่อส่งน้ำมันที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้

ด้านนายทรงภพ พลจันทร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า การจัดเก็บรายได้ปี 2554 ที่สูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ประกอบกับมีแหล่งปิโตรเลียมที่เข้าระบบมากขึ้น แต่นับจากปีหน้าเป็นต้นไป แหล่งปิโตรเลียมใหม่ๆ จะเริ่มลดลง โดยในเดือน พ.ย. 2554 จะมีก๊าซธรรมชาติจากแหล่งบงกชใต้เข้ามา 320 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน และกลางปี 2555 จะมีแหล่งก๊าซฯ ปลาทองอีก 330 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน

อย่างไรก็ตาม ไทยจะต้องมองหาแหล่งปิโตรเลียมใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งยอมรับแหล่งใหม่ในประเทศเริ่มมีปริมาณที่ลดลง ในขณะที่แหล่งปิโตรเลียมในประเทศเพื่อนบ้านมีโอกาสมากกว่า ทั้งประเทศพม่าและกัมพูชา

กรณีของพม่ามีการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมใหม่ ซึ่งเอกชนไทยสนใจที่จะเข้าไปประมูลเช่นกัน ส่วนแหล่งปิโตรเลียมในกัมพูชาคงต้องให้กระทรวงต่างประเทศเป็นผู้เริ่มเจรจาก่อน จึงจะสามารถเดินหน้าต่อได้

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน