
อัดแพ็กเกจสินเชื่อกู้ชีพ
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 25 ต.ค. มีมติเห็นชอบมาตรการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 25 ต.ค. มีมติเห็นชอบมาตรการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ
ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยชุดใหญ่เป็นวงเงินรวม 3.25 แสนล้านบาท
ขณะเดียวกันยังอนุมัติมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรมด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้เป็นเวลา 8 ปี
เรียกว่าอัดยาหม้อใหญ่เพื่อฟื้นชีพประกอบการรายเล็ก รายย่อย ยันรายใหญ่
ครม.มอบหมาย กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านเศรษฐกิจ กำกับดูแลการดำเนินการให้เป็นไปตามมติ ครม.
ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง อธิบายว่า มาตรการสินเชื่อดังกล่าวมีมิติที่หลากหลายและเชื่อว่าน่าจะพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตได้
ประกอบด้วย 1.สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบการ วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท โดยให้ธนาคารออมสินฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์เป็นวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท และรับอัตราดอกเบี้ย 0.01%
ส่วนที่เหลือ 2 หมื่นล้านบาท เป็นเงินของธนาคารพาณิชย์ โดยสินเชื่อดังกล่าวคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% เป็นเวลา 3 ปี
2.โครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานสำหรับสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท โดย สปส.นำเงินไปฝากกับธนาคารที่เข้าร่วมโครงการนำไปปล่อยกู้ให้สถานประกอบการเพื่อเสริมสภาพคล่องหรือเพิ่มผลิตภาพแรงงาน โดยอัตราดอกเบี้ย 3% คงที่ 3 ปี
3.ให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้าค้ำประกันสินเชื่อของผู้ประกอบการที่ต้องการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูธุรกิจ ระยะเวลาค้ำประกัน 7 ปี ซึ่งครอบคลุมวงเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ 1.2 แสนล้านบาท โดย บสย.จะรับผิดชอบส่วนที่สูญเสียในการจ่ายประกันชดเชยสูงสุดไม่เกิน 30% หรือคิดเป็นค่าชดเชยสูงสุดไม่เกิน 2.3 หมื่นล้านบาท และยกเว้นค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 1.75% เป็นเวลา 3 ปี ขณะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3% คงที่ 3 ปี
4.จะมีสินเชื่อจากธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (เจบิก) โดยกระทรวงการคลังจะประสานกับเจบิกให้พิจารณาฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ที่ต้องการเงินเพื่อปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัย วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท ส่วนเงื่อนไขการให้สินเชื่อดังกล่าวจะมีการหารือรายละเอียดต่อไป
หลักการเบื้องต้น เจบิกจะให้ความช่วยเหลือโดยจะนำเงินมาฝากในธนาคารพาณิชย์ของไทยเพื่อให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการในไทยที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับญี่ปุ่น 5 หมื่นล้านบาท ส่วนนักลงทุนต่างประเทศขนาดใหญ่ยังมีมาตรการช่วยเหลืออีก 2 ด้าน คือ ขยายสิทธิประโยชน์ การส่งเสริมการลงทุน จะเป็นผู้พิจารณา และจะมีการอำนวยการด้านวีซ่า ใบอนุญาตให้กับผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศที่จะเข้ามาซ่อมบำรุงเครื่องจักรเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว
5.สินเชื่อเพื่อพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัย โดยรัฐบาลจัดหาแหล่งเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำให้แก่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และผู้ประกอบการที่ลงทุนระบบป้องกันอุทกภัยของนิคมฯ และโรงงาน เป็นวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่รัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณเพื่อชดเชยอัตราดอกเบี้ยทั้งหมด
6.สินเชื่อรายย่อยสำหรับผู้ประสบอุทกภัยจากโครงการประกันสังคม วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น โครงการประกันสังคมเคียงข้างผู้ประกันตนต้านอุทกภัย สำหรับสถานประกอบการ 2,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการซ่อมแซมรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 3% คงที่ 3 ปี
นอกจากนี้ ยังมีโครงการประกันสังคมเคียงข้างผู้ประกันตนต้านอุทกภัย สำหรับผู้ประกันตน 8,000 ล้านบาท เพื่อซ่อมบ้านของตนเอง หรือบิดามารดาที่ถูกน้ำท่วม รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 2.5% คงที่ 2 ปี
มาตรการสุดท้ายเป็นสินเชื่อรายย่อยสำหรับผู้ประสบอุทกภัย วงเงินรวม 8 หมื่นล้านบาท ได้แก่ สินเชื่อสำหรับกลุ่มรายย่อย 2 หมื่นล้านบาท โดยธนาคารออมสินจะเป็นผู้ปล่อยกู้สินเชื่อเพื่อการเคหะ 3 หมื่นล้านบาท ธอส. จะเป็นเจ้าภาพ
สินเชื่อสำหรับกลุ่มเกษตรกรอีก 3 หมื่นล้านบาท โดย ธ.ก.ส. จะเป็นผู้ดูแล ส่วนอัตราดอกเบี้ยให้คิดตามอัตราตลาดปกติ
“การกำหนดสินเชื่อสำหรับโรงงาน สถานประกอบการ และผู้ประกอบการที่คิดอัตราดอกเบี้ย 3% คงที่ 3 ปีนั้น มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเป็นหลัก เพราะสถานประกอบการจะเป็นตัวสร้างงาน และประคับประคองแรงงานให้เดินต่อไปได้” ธีระชัย ชี้แจง
ธีระชัย ยังกล่าวว่า ครม.ยังมีมติเห็นชอบมาตรการด้านการเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยช่วยเหลือค่าเสียหายด้านที่พักอาศัยในอัตราไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อหลัง และช่วยเหลือค่าเสียหายด้านทรัพย์สินไม่เกิน 1 หมื่นบาทต่อครัวเรือน ส่วนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมฉุกเฉินยังคงอัตราช่วยเหลือที่ 5,000 บาทต่อครัวเรือน
ขุนคลังเชื่อมั่นว่า แนวทางการฟื้นฟูที่ชัดเจนและรวดเร็วของรัฐบาลจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้ให้อยู่ที่ระดับสูงกว่า 2% ได้
ด้าน ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า กรณีที่พยายามให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเหลือ 0% นั้นคงจะไม่มีการประกาศใช้กับลูกค้าทุกราย แต่ให้ธนาคารพิจารณาตามความเหมาะสม
ส่วนเรื่องสภาพคล่องนั้น ธปท.ได้ติดต่อกับธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ) สหรัฐอเมริกา อังกฤษและเยอรมนี อนุญาตให้สถาบันการเงินใช้พันธบัตรของประเทศนั้นมาวางเป็นหลักทรัพย์ในการขอสินเชื่อจากธปท.ได้ ซึ่งขณะนี้บีโอเจได้อนุญาตแล้วส่วนรายอื่นๆกำลังเจรจาอยู่
ต้องติดตามว่ายาหม้อใหญ่ที่จัดลงไปจะฉุดเศรษฐกิจให้พ้นน้ำหรือไม่







