
สอท.โวยขึ้นค่าจ้างอัดรัฐใจดำซ้ำเติม
ส.อ.ท.เผยสินค้าเตรียมปรับราคาขึ้นล่วงหน้า 6-10% รับมติขึ้นค่าจ้าง ผูประกอบกานโวยรัฐบาลใจดำขึ้นค่าจ้างซ้ำเติมผลกระทบน้ำท่วม
ส.อ.ท.เผยสินค้าเตรียมปรับราคาขึ้นล่วงหน้า 6-10% รับมติขึ้นค่าจ้าง ผู้ประกอบการโวยรัฐบาลใจดำขึ้นค่าจ้างซ้ำเติมผลกระทบน้ำท่วม
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการประเมินว่าราคาสินค้าต่างได้ปรับตัวเพิ่มล่วงหน้าเฉลี่ย 6-10% แล้ว เพื่อรองรับมติการปรับขึ้นค่าจ้างของคณะกรรมการค่าจ้างกลาง (คณะกรรมการไตรภาคี) ให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน ใน 7 จังหวัด คือ กทม. สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี และภูเก็ต ส่วนจังหวัดที่เหลือให้ปรับขึ้น 40% มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2555 ส่งผลกระทบให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งราคาสินค้าที่ปรับตัวนั้นยังไม่ได้รวมถึงกรณีของน้ำท่วมที่ทำให้วัตถุดิบในการผลิตสินค้าจะขาดแคลนในอนาคต
“รัฐบาลใจดำมากเพราะการปรับขึ้นค่าจ้างของไตรภาคีได้เป็นการซ้ำเติมภาคอุตสาหกรรมที่ลงทุนในไทยอย่างมาก หลังจากที่ผู้ประกอบการเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมจนโรงงานได้รับความเสียหายในระดับไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท รวมถึงได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจของโลกที่ชะลอตัว” นายธนิต กล่าว
ทั้งนี้ จากผลการสำรวจของสมาชิก ส.อ.ท. พบว่า 62% ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการปรับค่าจ้างแบบก้าวกระโดดของรัฐบาล เนื่องจากฝ่ายการเมืองได้เข้ามาแทรกแซงระบบของคณะกรรมการไตรภาคีจนทำให้ภาคเอกขาดความเชื่อมั่นสถานการณ์นโยบายค่าแรง เพราะในอนาคตเชื่อว่าพรรคการเมืองอื่นจะมีการปรับขึ้นค่าแรงงานแบบก้าวกระโดด เพื่อให้สูงกว่ารัฐบาลชุดนี้ ซึ่งจะทำให้เกิดความปั่นป่วนในอุตสาหกรรมแน่นอน
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกระแสข่าวว่านายจ้างอาจจะมีการฟ้องศาลปกครองและศาลอื่นๆ เพราะมองว่าไม่เป็นธรรมกับนายจ้างรวมถึงการเข้ามาแทรกแซงคณะกรรมการไตรภาคีของฝ่ายการเมือง แต่ในส่วนของ ส.อ.ท. นั้นคงไม่สามารถทำอะไรได้ แต่เบื้องต้นต้องขอให้รัฐบาลมีมาตรการเข้ามาเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากค่าแรงโดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี รวมถึงการช่วยพัฒนาศักยภาพของแรงงาน
ขณะเดียวกันส.อ.ท. ต้องการเสนอให้นักลงทุนเตรียมแผนลงทุนในต่างประเทศที่จะเป็นทางเลือกของการทำธุรกิจในอนาคต เพื่อหาต้นทุนการผลิตที่ต่ำและการขยายตลาดสินค้าใหม่ๆ เพราะสถานการณ์ทางการเมืองของไทยมีการแข่งขันกันสูง โดยเฉพาะการนำนโยบายประชานิยมแล้วโยนภาระให้เอกชนรับผิดชอบ ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลชุดนี้สามารถเข้าไปแทรกแซงคณะกรรมการไตรภาคีได้และรัฐบาลชุดอื่นก็ย่อมสามารถที่จะทำได้เช่นกัน
ปัจจุบันผู้ประกอบการหลายรายเข้าไปตั้งฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากแล้ว เพราะมองว่าในอนาคตพรรคการเมืองต้องมีการเกทับนโยบายกันแน่ เพราะแค่ค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาลชุดนี้ที่ดำเนินการแบบก้าวกระโดดก็ทำให้ภาคธุรกิจไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ที่สำคัญมีข่าวว่าธุรกิจเอสเอ็มจากญี่ปุ่นที่ต้องการย้ายฐานการผลิตมาไทย แต่เจอนโยบายค่าแรง 300 บาทต่อวัน และพื้นที่อุตสาหกรรมหลายแห่งถูกน้ำท่วมทำให้หลายรายต้องเปลี่ยนไปเจรจาลงทุนในเวียดนามและอินโดนีเซียแทน
ทั้งนี้ ภาคเอกชนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลทยอยปรับขึ้นค่าแรงวันละ 300 บาทภายใน 3 ปี เพื่อให้เอกชนได้ปรับตัวได้ เพราะหากเร่งประกาศขึ้นค่าแรงแบบก้าวกระโดดก็จะส่งผลให้ธุรกิจเอสเอ็มอี 2.9 ล้านรายต้องประสบปัญหาความเดือดร้อนอย่างมาก เพราะมีเงินสภาพคล่องที่ไม่สูงเหมือนกับรายใหญ่ ขณะเดียวกันภาคเอกชนยังกังวลกรณีที่มีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ซึ่งอาจทำให้แรงงานประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในไทยเพิ่มมากขึ้น ก็จะส่งผลกระทบต่อปัญหาสังคมตามมาภายหลังแน่นอน







