posttoday
จำนงค์ นวสนิตวงศ์อยากเห็นสิ่งทอไทย มีแชร์ 5% ในญี่ปุ่น

จำนงค์ นวสนิตวงศ์อยากเห็นสิ่งทอไทย มีแชร์ 5% ในญี่ปุ่น

20 กุมภาพันธ์ 2553

...พิสันต์ อิทธิวัฒนกุล 

...พิสันต์ อิทธิวัฒนกุล 

 

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ถือเป็นอุตสาหกรรมหลักของไทย ด้วยตัวเลขการส่งออกกว่า 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนและผลักดันจากทั้งรัฐบาลและเอกชนที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมดังกล่าวมีฐานการส่งออกที่สำคัญอยู่ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ขณะที่ประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่อย่างญี่ปุ่นที่มีการนำเข้าปีละกว่า 3.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศไทยกลับมีส่วนแบ่งตลาดเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอในญี่ปุ่นราวแค่ 1% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

จำนงค์ นวสมิตวงศ์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย และผู้จัดการโครงการพัฒนาผ้าผืน/เสื้อผ้าสำเร็จรูป ภายใต้กรอบความร่วมมือตามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น หรือเจเทปา (JTEPA) กล่าวว่า เป็นความต้องการของผู้ประกอบการไทย ในการแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด การนำเข้าสินค้าผ้าผืนและเสื้อผ้าสำเร็จรูปของประเทศญี่ปุ่น

ทั้งนี้ การนำเข้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มมูลค่ามหาศาลปีละกว่า 3.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐของญี่ปุ่นนั้น เป็นการนำเข้าจากประเทศจีนกว่า 90% ในกลุ่มเสื้อผ้า และหากรวมกลุ่มผ้าผืนเข้าไปแล้ว ประเทศจีนก็ยังครองส่วนแบ่งการตลาดไม่น้อยกว่า 80% ของตลาดญี่ปุ่น

“ความร่วมมือดังกล่าว เกิดขึ้นจากการที่ประเทศไทย มองว่ายังมีโอกาสที่จะเข้าไปบุกเจาะตลาดประเทศญี่ปุ่นได้ ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นเองก็หวั่นใจในเรื่องการพึ่งพาประเทศจีนมากเกินไปเหมือนกัน เราจะเคยได้ยินคำว่า China Risk ญี่ปุ่นมองว่าจีนเองก็มีโอกาสที่จะเปลี่ยนไปผลิตอย่างอื่นเพิ่มขึ้นในอนาคต ก็อาจจะเกิดปัญหาตามมาได้” จำนงค์ กล่าว

สำหรับเป้าหมายระยะยาว จำนงค์ บอกว่า เคยประเมินว่าหากผู้ประกอบการไทย สามารถส่งสินค้าเสื้อผ้าและผ้าผืนเข้าไปได้ถึง 5% ของตลาดประเทศญี่ปุ่น คิดเป็นมูลค่าสูงกว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าที่สูงมากสำหรับประเทศไทย ซึ่งก็ต้องดูผลตอบรับของโครงการว่าออกมาในรูปแบบใด

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาผ้าผืน/เสื้อผ้าสำเร็จรูป ภายใต้กรอบความร่วมมือตามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น ใช้งบประมาณทั้งหมดไปแล้วประมาณ 10 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่มาจากทางประเทศญี่ปุ่นและผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมทั้ง 12 บริษัท

“ทางญี่ปุ่นมีการส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยดูแลบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ โดยสอนเราในเรื่องของการพัฒนาตั้งแต่ต้น การทำงานร่วมกันระหว่างโรงงานผลิตและโรงงานฟอกย้อม ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นจุดที่ประเทศไทยขาดแคลน แต่ระบบการทำงานของญี่ปุ่นต้องชัดเจน เพราะการที่เขาตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าจากเรา ทุกอย่างต้องได้คุณภาพหมด ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของการผลิตและการส่งมอบสินค้าที่ตรงเวลา”

หลังจากเปิดโครงการในเดือนก.ค. 2552 ที่ผ่านมา และเตรียมที่จะสิ้นสุดโครงการในเดือนมี.ค. 2553 นี้ ได้มีการพัฒนาผ้าผืนและเสื้อผ้าสำเร็จรูปขึ้นมาเป็นตัวอย่าง โดยจะนำผ้าและเสื้อผ้าที่ได้จากโครงการนี้ไปจัดแสดงใน Japan Pavillion ในงาน BIFF&BIL 2010 ในเดือนเม.ย. 2553 รวมถึงจะมีการนำไปแสดงตามงานแสดงสินค้าอีกหลายงานในอนาคต

สำหรับการบุกตลาดญี่ปุ่นในครั้งนี้ จำนงค์ บอกว่าตลาดหลักที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพอย่างมาก และโครงการนี้มุ่งเน้นไปเป็นพิเศษก็คือตลาดเสื้อผ้าลำลองสำหรับลูกค้าตลาดบน (High Grade Casual Ware) โดยจะเน้นไปที่การผลิตผ้าผืนที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดญี่ปุ่น

“โครงการที่ผ่านมามีผู้ประกอบการไทยที่เป็นโรงงานผ้าผืน 6 บริษัท โรงงานฟอกย้อม 3 บริษัท และโรงงานเสื้อผ้าสำเร็จรูป 3 บริษัทเข้าร่วมโครงการตลอด 9 เดือน โดยมีการส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาให้ความรู้ทั้งด้านการตลาด จุดอ่อน จุดแข็ง แนวโน้มแฟชั่น รวมไปถึงเทคนิคการผลิต ซึ่งแนวโน้มที่ผ่านมาประเทศไทยถือว่าค่อนข้างเข้มแข็งในเรื่องสิ่งทออยู่แล้ว การได้เรียนรู้เทคนิคเหล่านี้จากประเทศผู้นำเข้าจะทำให้ผู้ประกอบการมีความเข้มแข็งมากขึ้น”

จำนงค์ ยอมรับว่าการบุกตลาดญี่ปุ่นอย่างจริงจังของผู้ประกอบการชาวไทย เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายส่วนแบ่งการตลาด 5% จากปัจจุบันมีเพียง 1% เป็นเรื่องที่เร็วเกินไปที่จะกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมกับการไปให้ถึงฝั่งฝัน แต่การเริ่มต้นในวันนี้ก็เป็นนิมิตหมายที่ดี ว่าอนาคตสิ่งทอไทยยังสามารถแข่งขันในตลาดหลักๆ ได้

ขอแค่มีความตั้งใจจริงในการพัฒนาไปตามแนวทางที่ถูกต้อง อนาคตที่สดใสก็อยู่ไม่ไกลเหมือนกัน!!!

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน