
ของถูกมาแรงของแพงถอยไป
...ฐาปนา
เมื่อปลายปีที่แล้ว
“ส่องเศรษฐกิจโลก” ได้เคยนำเสนอท่านผู้อ่านเกี่ยวกับ “ของเล่น” ที่มาแรงในสหรัฐอเมริกา คือ เจ้าหนูแฮมสเตอร์ ที่มีชื่อว่า ซูซู (Zhu Zhu) ซึ่งได้กลายเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ที่ขายดิบขายดี ด้วยสนนราคาถูกแสนถูกสำหรับคนอเมริกันคือ 10 เหรียญสหรัฐ ทำเอาของเล่นราคาแพงๆ หรือเต็มไปด้วยเทคโนโลยี ชิดซ้ายไปเลยตอนนี้สำนักข่าวเอพีมีรายงานว่า กรณีของเจ้าหนูซูซูน่าจะเป็นการสอนบทเรียนครั้งใหญ่ให้กับบริษัทผู้ผลิตของเล่น ดังจะเห็นได้จากงานแสดงสินค้าของเล่นนานาชาติ หรือ Toy Fair ที่จัดขึ้นที่อเมริกาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี้ ซึ่งถือได้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างมากในอุตสาหกรรมของเล่น ซึ่งปีนี้ผู้ผลิตต่างนำเอาสินค้าที่ราคาย่อมเยามาโชว์ และเน้นไปที่ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมใหม่ๆ มากกว่าการเน้นเรื่องเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้สินค้าของเล่นที่เป็นสินค้าเด่นๆ ของปีนี้ส่วนใหญ่แล้วจะมีราคาต่ำกว่า 30 เหรียญสหรัฐ และมีของไม่กี่ชิ้นนักที่ราคาพุ่งสูงขึ้นไปเกิน 100 เหรียญสหรัฐ ต่างกับปีก่อนๆ ที่ของแพงมาแรงกว่าของถูก
นอกจากความสำเร็จจากเจ้าหนูซูซูราคา 10 เหรียญสหรัฐ ที่เป็นเหมือนจุดเปลี่ยนสำคัญในวงการของเล่นที่ฮิตติดลมบนไปแล้ว ส่วนหนึ่งที่ทำให้ของเล่นเด็กได้คืนกลับสู่สามัญจากที่เน้นของราคาแพงมาเป็นของราคาเยาก็อาจจะเป็นเพราะชาวอเมริกันเพิ่งจะผ่านพ้นจากการพบกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ด้วย
“
ในตอนนี้เป็นช่วงที่กำลังมีความลังเลมากที่จะขึ้นราคาสินค้า” ฌอน แมคโกวาน นักวิเคราะห์จากบริษัท นีดแฮม แอนด์ โค กล่าวแมคโกวาน ยังย้ำด้วยว่า คงจะไม่ค่อยเห็นกันอีกแล้วกับกระแสราคาของเล่นที่แพงไปถึง 300 เหรียญสหรัฐ อย่างที่เคยเป็น
มีรายงานข่าวว่า หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เริ่มคลี่คลาย อุตสาหกรรมของเล่นของสหรัฐอเมริกาก็เริ่มมีผลประกอบการที่ดีขึ้นเล็กน้อยในช่วงคริสต์มาสปีที่แล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ยังอาจจะกล่าวได้ว่ายอดขายยังไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
บริษัท เอ็นพีดี กรุ๊ป ผู้ทำวิจัยด้านการตลาดเปิดเผยข้อมูลว่า ธุรกิจของเล่นไม่ค่อยเติบโต เนื่องจากมีการกระหน่ำลดราคากันในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 ดังนั้นแม้ว่าหากมองยอดขายในแง่ของปริมาณแล้ว จำนวนชิ้นของของเล่นที่จะถูกขายออกไปน่าจะมีมากขึ้น แต่หากมองในด้านของมูลค่า ก็คาดว่าในปี 2553 นี้ยอดขายจะลดลงจากปี 2552 ประมาณ 1% หรือจะมียอดขายทั้งหมดราวๆ 21,470 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในวิกฤตก็มีโอกาส เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ได้เกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นเป็นอย่างมากในการพัฒนาวงการของเล่น
“
ผมได้เห็นสินค้าที่มีนวัตกรรมอย่างแท้จริง” จิม ซิลเวอร์ นักวิเคราะห์จาก timetoplay.com กล่าว หลังจากที่ได้เห็นของเล่นเป็นรถควบคุมด้วยคลื่นวิทยุ ที่รวมเอาทั้ง “นวัตกรรม” กับ “ราคาถูก” ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ผสานด้วยขนาดของของเล่นที่ไม่ได้ชิ้นใหญ่โตมโหฬาร“
สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมได้เรียนรู้คือเด็กๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องการของที่ใหญ่ๆ เสมอไป แต่มันเกี่ยวกับว่าสินค้าทำอะไรได้บ้าง ไม่ใช่ขนาดของรถ” ซิลเวอร์ กล่าวสินค้าเด่นๆ ที่เห็นกันในงาน Toy Fair คราวนี้ นอกจากเจ้าหนูซูซูที่ยังเป็นพระเอกอยู่ ค่ายอื่นๆ โดยเฉพาะค่ายยักษ์ใหญ่ดั้งเดิมก็ออกสินค้ามาหลายชนิด ตามเทรนด์ของราคาสบายกระเป๋า เช่น แมทเทล ที่นำเสนอรถขนาดจิ๋ว
“ฮอตวีล” (Hot Wheel) ในราคาเพียง 24.99 เหรียญสหรัฐ ในรูปลักษณ์ของรถขนาดเล็กที่สามารถควบคุมด้วยวิทยุด้านบริษัท สปิน มาสเตอร์ โชว์สินค้าของเล่นที่ควบคุมด้วยคลื่นวิทยุหลายตัว รวมถึงเจ้า Air Hogs Vectron Wave UFO ที่มีลักษณะเป็นเหมือนจานบิน ซึ่งผู้เล่นกำหนดให้ไปบินวนอยู่เหนือวัตถุที่ต้องการได้ ในราคา 24.99 เหรียญสหรัฐ เหมือนกัน
“
ผู้บริโภคชอบสินค้าที่ควบคุมด้วยคลื่นวิทยุ เพียงแต่เขาไม่ต้องการจะจ่ายเกินกว่า 70 เหรียญสหรัฐ” ซิลเวอร์ กล่าวการที่ราคาของสินค้าลดลง ในขณะที่มีการปรับปรุงเทคโนโลยีให้ก้าวหน้ามากขึ้นไปได้นี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นคล้ายๆ กับกรณีของทีวีจอแบนพลาสมา หรือคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป ที่เมื่อพัฒนาการไประดับหนึ่ง ราคาก็จะตกลงมาเอง
ส่วนสินค้าอื่นๆ ที่ไม่เน้นเทคโนโลยีและยังราคาถูก ต้องย้อนกลับไปที่ยักษ์ใหญ่แมทเทลอีกที กับตัวการ์ตูนกำมะหยี่ที่ร้องเพลงได้ แถมยังสามารถขยับปากตามเสียงเพลง และถ้าเอา 2 ตัวมาร้องด้วยกัน ก็จะประสานเสียงกันได้ ในราคาแค่ 12.99 เหรียญสหรัฐ
ด้าน ฮาสโบร พัฒนาเกมต่อคำศัพท์ที่บ้านเราก็รู้จักกันดีคือ สแครบเบิล แต่เป็นรุ่น Scrabble Flash ที่ไม่ใช่ตัวต่อคำศัพท์ที่ทำจากพลาสติกเหมือนเดิมๆ แต่เป็นตัวต่อดิจิตอล ที่แต่ละตัวมีตัวอักษรหนึ่งตัว เมื่อผู้เล่นเอามาต่อกันก็สามารถบอกได้เลยว่าเป็นคำที่ถูกต้องหรือไม่ และยังสามารถเก็บคะแนนได้ด้วย
ส่วน แจ็คส์ แปซิฟิค โชว์สินค้าสายลับในกลุ่มที่เรียกว่า สปาย เน็ต เช่น นาฬิกาวิดีโอสายลับ ราคา 54.99 เหรียญสหรัฐ สำหรับให้ดูวิดีโอที่อัดไว้ล่วงหน้าได้ และ Pen Audio Bug ราคา 24.99 เหรียญสหรัฐ สำหรับฟังเสียงที่อัดไว้
เห็นเทรนด์ของเล่นราคาเยาของสหรัฐอเมริกาแล้ว คงเป็นการสะท้อนระบบเศรษฐกิจโลกได้เป็นอย่างดีว่า ผู้บริโภคหันมาหาความคุ้มค่า คุ้มราคามากขึ้น ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องปกติสำหรับประเทศที่เพิ่งผ่านประสบการณ์เศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ และเห็นได้ชัดว่า แม้เศรษฐีก็มีเวลาที่จะหันมาหาความพอเพียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตสินค้าของไทยจะต้องนำเก็บไปคิด จากก่อนหน้านี้ที่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยบางรายมักจะคิดว่า ลูกค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะลูกค้าฝรั่งเป็นพวกมีกำลังซื้อสูง ทำให้สามารถขายของแพงๆ ให้พวกเขาได้ แต่ในตอนนี้หลังจากได้รับบทเรียนทางการเงินแล้ว ก็เชื่อว่าลูกค้าต่างประเทศจะคิดก่อนซื้อกันมากขึ้น และของที่ซื้อจะต้องคุ้มค่า สมราคา มีประโยชน์ที่จับต้องได้มากกว่าเป็นเพียงแค่ความสวยงาม หรือคุณค่าทางใจ
นอกจากสหรัฐอเมริกาที่น่าจะพ้นช่วงต่ำสุดของวิกฤตเศรษฐกิจไปแล้ว ในตอนนี้ประเทศในยุโรปบางประเทศเพิ่งจะเริ่มก้าวเข้าสู่วงจรแห่งความยากลำบาก ดังนั้นแนวคิดในการซื้อของอย่างคิดแล้วคิดอีก และซื้อเพื่อความคุ้มค่าจะขยายวงไปเรื่อยๆ ซึ่งผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยจะต้องจับกระแสตลาดให้ดี หากเห็นว่าสินค้าประเภทไหนต้องคำนึงเรื่องราคา ก็จะต้องตรึงราคาให้อยู่
อีกทางด้านหนึ่ง ผู้บริโภคไทยเราเองที่เคยรณรงค์กันมากให้ใส่ใจเรื่องความพอเพียง จะต้องคิดให้ดีเหมือนกันว่า ก่อนจะซื้อหาอะไรควรจะพิจารณาถึงความจำเป็นและความคุ้มค่า เพื่อที่ว่าวิกฤตจะได้ไม่มาเยือนเราอีกในเวลาที่เร็วเกินไปนัก







