
ทริส-ฟิทช์ตามลูกค้าน้ำท่วม
“ทริส” ชี้รัฐต้องมีแผนจัดการน้ำภัยพิบัติตอบนักลงทุนต่างประเทศให้ชัดเจนหวั่นย้ายฐานผลิต เกาะติด 10 บริษัทห่วงกระทบ
“ทริส” ชี้รัฐต้องมีแผนจัดการน้ำภัยพิบัติตอบนักลงทุนต่างประเทศให้ชัดเจนหวั่นย้ายฐานผลิต เกาะติด 10 บริษัทห่วงกระทบแผนเติบโตแต่ไม่มีปัญหาชำระหนี้
นายสันติ กีระนันทน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ทริส เรทติ้ง เปิดเผยว่า ในระยะกลางและยาวรัฐบาลจะต้องมีแผนการจัดการน้ำและมาตรการรับมือกับภัยพิบัติให้ชัดเจนเพื่อจะตอบนักลงทุนต่างประเทศให้ได้ว่าจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไร เพราะไม่เช่นนั้นอนาคตอาจจะเห็นการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตและฐานการลงทุนได้หากไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน
“จะเห็นว่าอุตสาหกรรมนิคมอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบอย่างหนักและโดยตรง และก็เป็นนิคมฯ ที่มีเงินลงทุนของต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ค่อนข้างมาก ดังนั้นรัฐต้องชัดเจน” นายสันติ กล่าว
ทั้งนี้ ในส่วนของลูกค้าของทริสนั้นจะมีประมาณ 10 บริษัทจากทั้งหมด 120 บริษัท ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรง และทริสต้องติดตามผลกระทบอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อแผนธุรกิจและแผนการลงทุนในอนาคต เพื่อสร้างความเติบโตให้กับบริษัทที่อาจจะสะดุดลงจากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้น และยังไม่เห็นการปรับลดอัตราความน่าเชื่อถือลงแต่อย่างใด
ขณะที่มีความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทที่เผชิญปัญหานั้นไม่น่าห่วง เพราะเชื่อว่าทุกบริษัทยังมีความสามารถในการชำระหนี้อย่างดี
นายเลิศชัย กอเจริญรัตนกุลผู้อำนวยการอาวุโส ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ฟิทช์ฯ จะเกาะติดและติดตามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากน้ำท่วมครั้งรุนแรงในประเทศไทยว่าจะกระทบต่อบริษัทลูกค้าอย่างไรบ้าง
ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้ จะต้องรอให้ทุกอย่างชัดเจนก่อนว่าลูกค้าได้รับความเสียหายอย่างไร แต่มองว่าประเด็นดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 6 เดือนเท่านั้น
“ตอนนี้ลูกค้าของบริษัทที่ได้รับผลกระทบมีประมาณ 1 ราย จากลูกค้าที่มีทั้งหมด 24-25 ราย และลูกค้าของบริษัทส่วนใหญ่จะอยู่ในโซนตะวันออก จึงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง”
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 11 ต.ค. 2554มีมติปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในปี 2555 เหลือ 23% จากปัจจุบันเก็บในอัตรา 30% และปี 2556 ลดเหลือ 20% โดยคาดว่าจะส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลลดลงโดยรวม 1.5 แสนล้านบาท หรือมีผลกระทบต่อปีงบประมาณ 2555 จำนวน 5.2 หมื่นล้านบาท
ด้านนายสุกิจ อุดมศิริกุลผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนบุคคล สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การลดภาษีที่จะมีผลในปีหน้าจะส่งผลดีต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ซึ่งจะมีกำไรเพิ่มขึ้น 6% แต่หากมีการขึ้นค่าจ้าง 300 บาทพร้อมกัน ก็จะมีผลกระทบต่อกำไร บจ.ปรับตัวลดลง 2% หักกลบแล้วกำไร บจ.จะโตเพิ่มกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์อีก 4% หรือรวมกับประมาณการเดิม 15% จะเป็นโต 19%
หุ้นที่จะได้รับผลประโยชน์ในปีหน้า คือ ธนาคารพาณิชย์ ค้าปลีก สื่อสาร จากที่ธุรกิจดังกล่าวมีการจ่ายค่าจ้างที่สูงอยู่แล้วจึงทำให้ไม่ได้รับผลกระทบ และปัจจุบันราคาหุ้นอยู่ในระดับที่ต่ำ จึงเหมาะที่จะเข้าไปซื้อและถือลงทุนในระยะยาว







