posttoday
'ธนชาติ'ลั่นขึ้นแท่นท็อปไฟว์ใน3ปี

'ธนชาติ'ลั่นขึ้นแท่นท็อปไฟว์ใน3ปี

05 ตุลาคม 2554

การควบรวมกิจการระหว่างธนาคารธนชาตกับธนาคารนครหลวงไทยเสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้ว

การควบรวมกิจการระหว่างธนาคารธนชาตกับธนาคารนครหลวงไทยเสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้ว

ปฏิบัติการส่งไม้ต่อในการปฏิบัติงานทุกอย่างเดินไปเป็นหนึ่งในร่มเงาของธนาคารธนชาต

ส่งผลให้ธนาคารธนชาตมีเครือข่ายสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 680 สาขา มีสินทรัพย์ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 8.5 แสนล้านบาท สูงเป็นอันดับ 6 ในระบบธนาคารไทย บริการทางการเงินครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม แต่นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นการเดินหน้าขยายอาณาจักรของธนาคารสีส้มแห่งนี้เท่านั้น

สโกเทียแบงก์ พันธมิตรทางธุรกิจและผู้ถือหุ้น 49% ก็แสดงท่าทีชัดเจนว่า มีความต้องการจะเข้าซื้อกิจการธุรกิจประเภทต่างๆ เข้ามาเพิ่มเติมเพื่อปักหลักธุรกิจในไทย

เบรนดอน คิง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารธนชาต ในฐานะตัวแทนผู้บริหารจากสโกเทียแบงก์ กล่าวว่า กลุ่มสโกเทียยังคงมองหาความเป็นไปได้ที่จะเข้าซื้อกิจการ ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ทั้งธุรกิจเช่าซื้อเพื่อต่อยอดธุรกิจธนาคารธนชาตซึ่งมีความชำนาญอยู่แล้ว หรือ ธุรกิจสินเชื่อเอสเอ็มอี ธุรกิจสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อต่อขยายจากฐานลูกค้าของธนาคารนครหลวงไทยเดิมเนื่องจากมีความเชื่อมั่นในการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

“การเข้าซื้อธนชาตของกลุ่มสโกเทียถือเป็นรายการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเรา หากดูจากเงินลงทุน 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ จะเห็นได้ว่าเราให้ความสำคัญกับธุรกรรมในไทยค่อนข้างมาก” เบรนดอน กล่าว

'ธนชาติ'ลั่นขึ้นแท่นท็อปไฟว์ใน3ปี

 

คิง กล่าวว่า ประเทศไทยเองแม้หลายคนมองว่ามีความเสี่ยงจากปัจจัยการเมือง แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเราเล็งเห็นแล้วว่าเศรษฐกิจสามารถเติบโต แม้จะมีปัญหาความรุนแรงทางการเมือง แต่เศรษฐกิจก็ไม่ชะลอการเติบโตและยังฟื้นตัวเร็วมาก

“ความเสี่ยงทางการเมืองของไทยเรามองว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ อย่างไรก็ตาม ในบางธุรกิจของไทยจะมีความเกี่ยวโยงกับการเมือง เช่น การก่อสร้างระบบคมนาคมต่างๆ อย่างรถไฟฟ้า ซึ่งมีความจำเป็นที่ไทยจะต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเศรษฐกิจไทยในปีหน้าคาดว่าจะเติบโตได้ 4-6%” คิง กล่าว

ขณะที่ สมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต กล่าวว่า หลังการควบรวมกิจการเสร็จสมบูรณ์ ธนาคารตั้งเป้าขยายสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านล้านบาท จากปัจจุบัน 8.5 แสนล้านบาท และเพิ่มส่วนแบ่งสินเชื่อเป็น 10% ของสินเชื่อโดยรวมในระบบ จากปัจจุบันอยู่ที่ 8-9% เพื่อก้าวขึ้นเป็นธนาคารชั้นนำ 1 ใน 5 ของประเทศให้ได้ภายใน 2-3 ปี

การเติบโตที่เกิดขึ้นของธนาคารจะมาจากการขยายฐานสินเชื่อทุกประเภท ทั้งในกลุ่มลูกค้าบุคคล ลูกค้าเอสเอ็มอี และลูกค้าธุรกิจรายใหญ่

 “ตอนนี้เรามีฐานลูกค้าอยู่ที่ 4 ล้านราย ซึ่งใช้บริการของเราอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าเราจะมีบริการครบวงจรหรือเป็นยูนิเวอร์แซล แบงกิงแล้ว แต่ยังคงต้องแตกยอดธุรกิจที่มีอยู่ออกไปอีก เช่น กองทุนรวม ต้องทำผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย ขณะที่เอสเอ็มอีและรายใหญ่ก็ต้องทำผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าตลาด แต่เราจะคงสัดส่วนของลูกค้ารายย่อยเอาไว้ที่55-60% เอสเอ็มอีและรายใหญ่ที่ 40-45% เพราะเชื่อว่าธุรกิจลูกค้าบุคคลยังเติบโตได้ดีและเร็ว” สมเจตน์ กล่าว

สมเจตน์ ยืนยันในหลักการว่า ธนาคารยังตั้งเป้ารักษาความเป็นอันดับ 1 ในธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักและกำลังจะได้รับอานิสงส์จากนโยบายรถคันแรกของภาครัฐที่จะส่งผลให้ตลาดรถยนต์เติบโตขึ้น 10-20%

นอกจากนี้ ในเร็วๆ นี้ธนาคารยังมีแผนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในบริษัท ราชธานี ลิสซิ่ง ซึ่งเป็นสินทรัพย์ของธนาคารนครหลวงไทยที่มีสิทธิลงทุนกว่า 48% ในราคาตามมูลค่าทางบัญชี

การลงทุนดังกล่าวถือเป็นการเสริมศักยภาพในธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ของธนาคาร และไม่ซ้ำซ้อนกัน

ราชธานี ลิสซิ่ง มีความชำนาญในด้านธุรกิจรถเก่า ขณะที่ธนชาตมีความแข็งแกร่งในด้านธุรกิจรถใหม่ จึงเป็นการเสริมจุดแข็งซึ่งกันและกัน

สมเจตน์ กล่าวว่า การเติบโตของสินเชื่อรวมในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 5% เนื่องจากใช้เวลากับการควบรวมกิจการไปค่อนข้างมาก ขณะที่ปีหน้าจะพยายามล้อไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 46% โดยจะเริ่มในธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อเคหะ ให้เติบโตกว่าอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังสนใจสินเชื่อในภาคเกษตรเนื่องจากมีทิศทางการเติบโตที่ชัดเจน

ถึงวันนี้เรียกได้ว่า “ธนชาต” ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในธนาคารที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดและมีความพร้อมทั้งด้านเงินทุน มีช่องทางให้บริการลูกค้าบุคคลและสถาบันได้มากขึ้น มีเครือข่ายของสโกเทียเพื่อรองรับลูกค้าลงทุนในต่างประเทศ

จากนี้ไปคงต้องรอดูฝีมือของทีมบริหารว่าจะบรรลุเป้าหมายก้าวขึ้นมาเป็นท็อปไฟว์ได้หรือไม่

ฝันแม้จะดูไกล จะทำได้หรือไม่ท้าทายอย่างยิ่ง


 

 

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่