
สถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจยุโรปปัจจุบัน
สถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจยุโรปปัจจุบันเมื่อประเมินจากข่าวสารขณะนี้
สถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจยุโรปปัจจุบันเมื่อประเมินจากข่าวสารขณะนี้
โดย...สุรศักดิ์ ธรรมโม
ผมคาดว่าแผนระยะกลางในอนาคตของเยอรมนี คือการปล่อยให้กรีซล้มละลายโดยผ่านกลไกของกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (European Stabilization Mechanism : ESM) ซึ่งเดิมจะจัดตั้งในปี 2013 แต่ถูกเลื่อนเป็นปีหน้าเพื่อแทนกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (European Financial Stability Facility : EFSF) ดังจะเห็นจากเยอรมนีส่งสัญญาณเรื่องการปล่อยให้กรีซล้มละลายแบบมีการจัดการเป็นระเบียบมาโดยตลอด (Orderly Bankruptcy)
แต่ประเด็นคือ “ตลาด” หรือ “นักลงทุน” ไม่สามารถรอได้จนถึงปี 2013 เพราะ “ความเชื่อมั่น” และ “ความเสียหายจากการลงทุน” เป็นเรื่องที่อยู่ใน “ปัจจุบัน” ไม่ใช่ “อนาคต” ดังนั้น เมื่อผู้นำเยอรมนีส่งสัญญาณเตะถ่วงปัญหา ผลคือ ตลาด ต้องมาประเมินว่า ความเสียหายจากการกระทำเตะถ่วงนี้มีอะไรบ้าง
คำตอบที่ 1 มาตรการปรับลดรายจ่ายภาครัฐของทุกประเทศที่ร่วมสกุลเงินยูโร 17 ประเทศ ซึ่งจะส่งผลกดดันให้เศรษฐกิจยุโรปชะลอตัวและอาจจะหดตัว (Recession) และส่งผลต่อเนื่องไปยังระดับของหนี้เสีย (NPLs) ของสถาบันการเงินและทุนสถาบันการเงินยุโรปให้อ่อนแอลงจนต้องประสบปัญหากำไรลดลง ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และจะต้องเพิ่มทุน
คำตอบที่ 2 ความเสี่ยงที่สถาบันการเงินยุโรปจะล้ม และนำไปสู่ความเสี่ยงอื่นๆ ที่จะกดดันให้ระบบเศรษฐกิจยุโรปหดตัวลงมาก เพราะสถาบันการเงินในยุโรปค่อนข้างฟื้นตัวจากวิกฤตเลห์แมนฯ แบบอ่อนแออยู่แล้ว อีกทั้งระบบเศรษฐกิจยุโรปเป็นแบบพึ่งธนาคารเป็นหลัก (Bank Base) หมายความว่า ภาคธุรกิจและประชาชนพึ่งสินเชื่อและแหล่งเงินทุนจากธนาคารในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างจากระบบเศรษฐกิจในสหรัฐ ที่ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนด้วยการออกตราสารหนี้หรือพันธบัตรในตลาดการเงิน (Market Base) และยังสามารถเข้าถึงแหล่งทุนผ่านธนาคารด้วยการขอสินเชื่อ (Bank Base)
ด้วยเหตุนี้ขนาดของสินทรัพย์ของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในยุโรปหลายแห่งจึงมีขนาดใหญ่กว่าจีดีพีของประเทศ เมื่อระบบการเงินในยุโรปเป็น Bank Base นั่นหมายความว่าถ้าสถาบันการเงินอ่อนแอหรือล้มลงไป ภาคเศรษฐกิจจริงจะได้รับความกระทบกระเทือนมาก และในทางเดียวกัน ถ้าภาคเศรษฐกิจจริงอ่อนแอ สถาบันการเงินจะได้รับความกระทบกระเทือนในลักษณะเดียวกัน
แต่ความเสี่ยงเฉพาะหน้าแท้จริงของสถาบันการเงินในยุโรป ไม่ได้อยู่ตรงที่การปล่อยสินเชื่อหรือระดับหนี้เสียในอนาคต หากอยู่ที่การถือครองสินทรัพย์ ที่แต่เดิมนั้นถือเป็นสินทรัพย์ปราศจากความเสี่ยง ซึ่งคือพันธบัตรรัฐบาล แต่ขณะนี้เป็นสินทรัพย์เสี่ยง
สถาบันการเงินในยุโรปคงไม่เคยคิดว่า วันหนึ่งการถือครองพันธบัตรรัฐบาลของประเทศตนเองและพันธบัตรรัฐบาลประเทศอื่นๆ ในยุโรปจะเป็นปัญหา และสร้างความเสี่ยงได้ขนาดนี้
ที่เป็นปัญหาเพราะว่าปัจจุบันตลาดขาดความเชื่อมั่นต่อประเทศที่มีหนี้สินสาธารณะในระดับสูงๆ เมื่อตลาดขาดความเชื่อมั่น นักลงทุนจะเทขายพันธบัตรรัฐบาล หรือเรียกร้องอัตราผลตอบแทน (Yield) ที่สูงขึ้น ผลคือ ยิ่ง Yield เพิ่มในอัตราที่สูง ราคาพันธบัตรรัฐบาลยิ่งลดลง ยิ่งทำให้สถาบันการเงินยุโรปเผชิญกับการขาดทุนจากการถือครองพันธบัตรรัฐบาลประเทศในกลุ่มยูโร
และที่เป็นความเสี่ยงยิ่งไปกว่านั้นคือ สถาบันการเงินในยุโรปหลายแห่งถือครองพันธบัตรรัฐบาลกรีซ ซึ่งตลาดกำลังประเมินว่ากรีซอยู่ในสถานะที่ไม่สามารถจะจ่ายหนี้ได้ (Default) ในเร็วๆ นี้ ยิ่งทำให้นักลงทุนที่ถือครองหุ้นในธนาคารต่างๆ ในยุโรปกลัวว่าสถาบันการเงินที่ตนเองถือหุ้นอยู่จะขาดทุนจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลกรีซ จะยิ่งเทขายหุ้น ยิ่งทำให้ราคาหุ้นนั้นลดลงไป ผู้ฝากเงินที่กังวลอาจจะเร่งเคลื่อนย้ายเงินฝากออกไปยังสถาบันการเงินที่มั่นคงกว่า ธนาคารต้องจัดหาเงินทุนมาคืนผู้ถอนเงิน
ผลคือเมื่อไล่กันเป็นวงจรวนเวียนกันเป็นทอดๆ ซ้ำไปซ้ำมา (Loop) พบว่าจะเกิดผลลบต่อสถานะเงินกองทุนของธนาคารให้ลดลง และถ้าวงจรนี้ดำเนินต่อเนื่อง ถ้าสถาบันการเงินในยุโรปไม่สามารถเพิ่มทุนจะมีความเสี่ยงมากที่จะล้ม
ด้วยเหตุผลทั้งหมด ส่งผลให้ตลาด Ahead the Curve คือนำหน้าเหตุการณ์จริง 1 ขั้น แต่ภาครัฐและผู้แก้ปัญหายังวิ่งตามปัญหา คือ Behind the Curve ณ ขณะนี้ ค่าอนุพันธ์ประกันความเสี่ยง (CDS) ซึ่งชี้ถึงความเสี่ยงของสถาบันการเงินยุโรปสูงกว่าช่วงวิกฤตเลห์แมนฯ แล้ว
รากเหง้าของวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป ประกอบไปด้วย 3 ปัญหาที่วนเวียนกัน คือ ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะ ปัญหาวิกฤตค่าเงินยูโร และปัญหาวิกฤตสถาบันการเงิน ทั้ง 3 ปัญหาแม้ว่าจะต้องใช้ทรัพยากรการเงินจำนวนมากในการแก้ปัญหา แต่สำคัญไปกว่าเงิน คือความมุ่งมั่นของนักการเมืองในยุโรปที่จะต้องผนึกไปทางเดียวกัน
ซึ่ง ณ ขณะนี้ ผมยังไม่เห็นความร่วมมือในแบบนี้ ซึ่งบ่งชี้ว่ามาตรการใดๆ ที่จะออกมานั้น น่าจะมีแนวโน้มที่จะช่วยแก้ปัญหาขาดความมั่นใจระยะสั้นมากกว่าจัดการแก้ปัญหาโดยตรง และถ้าปล่อยให้ทอดเวลาออกไป ขนาดของปัญหาจะใหญ่ขึ้นจนเกินศักยภาพทางการเงินของยุโรปในการแก้ปัญหา







