
ทรูแนะกสทช.ประมูล4จี
ทรูฯ เชื่อตั้ง กสทช. ไร้ปัญหา คาด 9 เดือนได้ประมูลคลื่นความถี่ใหม่ แนะดึงความถี่ 4จี มาประมูลด้วย
ทรูฯ เชื่อตั้ง กสทช. ไร้ปัญหา คาด 9 เดือนได้ประมูลคลื่นความถี่ใหม่ แนะดึงความถี่ 4จี มาประมูลด้วย
นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า เชื่อว่าการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.จะไม่มีปัญหา และน่าจะเริ่มงานได้ภายในเดือนนี้ หรืออย่างช้าที่สุดต้นเดือน ก.ย. และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 9 เดือน จะจัดให้มีการประมูลคลื่นความถี่ใหม่ได้สำเร็จ
ทั้งนี้ การประมูลคลื่นความถี่ใหม่จะทำให้ประเทศไทยมีบริการใหม่ๆ ที่ทันสมัยเกิดขึ้น ซึ่งทาง กสทช.ควรพิจารณาถึงการนำคลื่นความถี่สำหรับบริการ 4จี ประมูลด้วยพร้อมกันเลย เพราะเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ 4จี แล้ว ดังนั้นหากยังพิจารณาแค่ 3จี อยู่จะทำให้ประเทศเสียประโยชน์ และการวางแผนในการลงทุนสำหรับเอกชนจะทำได้ลำบากด้วย ซึ่งคลื่นความถี่สำหรับ 4จี มีทั้ง 2.6 กิกะเฮิรตซ์ และ 3.5 กิกะเฮิรตซ์
“คลื่นความถี่ที่ควรนำมาประมูลนอกจาก 2.1 กิกะเฮิรตซ์แล้ว ความถี่ที่ 2.6 และ 3.5 กิกะเฮิรตซ์ ก็ควรถูกนำมาพิจารณาพร้อมๆ กัน เพื่อเอกชนที่ร่วมประมูลจะวางแผนได้ว่าจะเข้าร่วมประมูลหรือไม่อย่างไร และไม่เป็นการลงทุนซ้ำซ้อน ซึ่งทรูฯ เองยังอยู่ระหว่างการศึกษาอยู่ว่าจะเข้าร่วมการประมูลคลื่นใดบ้าง เพราะปัจจุบันใช้คลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ ในการให้บริการ 3จี เอชเอสพีเออยู่แล้ว” นายศุภชัย กล่าว
สำหรับการใช้คลื่นความถี่ 2.6 และ 3.5 กิกะเฮิรตซ์ ถือเป็นการกำหนดขึ้นโดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือไอทียู โดยหลายประเทศมีการเริ่มจัดสรรเพื่อนำไปให้บริการบ้างแล้วเช่นหลายประเทศในยุโรป รวมถึงอีกหลายประเทศที่เตรียมจัดสรรคลื่นดังกล่าวด้วย เช่น อังกฤษที่จะจัดให้มีการประมูลคลื่นในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม อีกคลื่นความถี่ของทรูฯ คือคลื่น 1,800 เมกะเฮิรตซ์ ภายใต้สัญญาสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุในอีกประมาณ 2 ปีข้างหน้า เป็นอีกคลื่นความถี่หนึ่งที่ กสทช. อาจจะดึงกลับไปและจัดให้มีการประมูลใหม่ ซึ่งทรูฯ จะต้องเข้าร่วมการประมูลแน่นอน เพราะปัจจุบันใช้สำหรับให้บริการ 2จี ของทรูมูฟ อยู่แล้ว และมีลูกค้าที่ใช้บริการอยู่กว่า 17 ล้านราย ขณะที่คลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ ที่ให้บริการ 3จี เอชเอสพีเอ ตั้งเป้าลูกค้า 1 ล้านรายภายในปีนี้ และจะเพิ่มเป็น 4-5 ล้านรายในปีหน้า







