
ธปท.ล่อใจคลังขย้ำทุนสำรอง
“อัจนา” ทิ้งบอมบ์ เปิดทางคลังนำเงินสำรองทางการไปตั้งกองทุนมั่งคั่งแต่ต้องซื้อออกไป หาคนมาบริหารเอง
“อัจนา” ทิ้งบอมบ์ เปิดทางคลังนำเงินสำรองทางการไปตั้งกองทุนมั่งคั่งแต่ต้องซื้อออกไป หาคนมาบริหารเอง
นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ไม่มีเจตนาจะขัดขวางแนวนโยบายนำเงินสำรองระหว่างประเทศไปตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของรัฐบาล เพราะแนวคิดนำเงินสำรองไปหาผลตอบแทนที่ดีขึ้นเป็นเรื่องดี เพียงแต่รัฐต้องกล้าลงทุนซื้อสินทรัพย์ในทุนสำรองออกไปบริหารเอง เพราะทุนสำรองที่มีในปัจจุบันกว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐนั้น ไม่ได้เป็นสินทรัพย์ที่เป็นรายได้สะสมมาในอดีต แต่มีเพิ่มขึ้น เพราะต้องไปซื้อเงินตราต่างประเทศมาสะสม เพื่อการดูแลเงินบาท เพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม
“ถ้าจะเอา 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ไม่มีปัญหา เพราะถ้าดูจากความจำเป็นในการมีทุนสำรองที่ต้องหักส่วนที่เป็นทุนสำรองหนุนหลังธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ ในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า ให้พอรองรับการเติบโตและเงินเฟ้อ และหักส่วนที่ต้องมีไว้รักษาเสถียรภาพทางการเงินในกรณีเลวร้ายที่สุด ที่เงินต่างชาติจะไหลออกจากตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตรไปแล้ว ยังเหลือเงินสำรองอีก แม้ไม่มาก แต่มีพอ ถ้าจะตั้งกองทุนขึ้นมาจริง” นางอัจนา กล่าว
นางอัจนา กล่าวว่า ประเด็นปัญหาในขณะนี้คือ การมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของประเทศที่จะนำเงินสำรองไปลงทุนจริงๆ รัฐบาลมีหรือไม่ เช่น ถ้าขาดแหล่งพลังงานเพื่อความปลอดภัยในอนาคตและการเติบโตในระยะยาว จะลงทุนในเรื่องแหล่งพลังงาน ก็ต้องให้ชัดเจน ซึ่งตรงนี้ถ้าเห็นว่ามันดีจริง จำเป็นจริงก็ต้องทำ และจะได้ทำอย่างระมัดระวังรอบคอบมากขึ้น
รองผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า เงินสำรองของไทยเราไม่ได้มีสะสมจากการขายทอง ขายน้ำมัน เหมือนทุนสำรองของต่างประเทศ และไม่ได้เกินจากการเกินดุลการคลัง เกินดุลบัญชีเดินสะพัดตลอดเหมือนสิงคโปร์ แต่ทุนสำรองที่มี 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนหนึ่งเกิดจากการทำมาค้าขายเกินดุลการค้าบ้าง แต่ส่วนหนึ่งเกิดมาจากการไปซื้อเข้ามา เพราะ ธปท.จำเป็นต้องดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท ดูแลเศรษฐกิจ มันมีต้นทุนหรือมีหนี้อยู่ด้วย
“ที่ผ่านมาเราไปซื้อเงินตราต่างประเทศเข้ามาไว้ในทุนสำรองด้วย ฉะนั้น การที่เห็นเหมือนเงินหรือทองคำกองอยู่กลางห้อง จะนึกว่าทิ้งไว้เฉยๆไม่เกิดประโยชน์ จะเอาไปหาผลตอบแทนที่ดีขึ้นเลยไม่ได้ ไม่ควรสร้างบรรทัดฐานว่าไม่ว่ารัฐบาลไหนก็เอาเงินนี้ไปใช้ได้ อย่างนั้นไม่ได้ เพราะอาจจะมีปัญหาหนี้สาธารณะในอนาคต และถ้าจะเอาเงินนี้ไปทำจริง ก็ต้องซื้อออกไป หรือจะทำเหมือนเกาหลีใต้ก็ได้ที่ออกพันธบัตรขายประชาชนซื้อ ได้เงินมาก็เอาเงินมาแลกเอาเงินเหรียญสหรัฐในทุนสำรองออกไปตั้งเป็นกองทุนฯบริหาร ไม่ใช่ ไม่อยากจะเสียตังค์ มองหาเงินมาใช้โดยไม่มีต้นทุนอะไรคงไม่ถูก” นางอัจนากล่าว
รองผู้ว่าการ ธปท. กล่าวอีกว่า การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งฯ จะต้องมีหลักการคือ 1.มีแนวทาง มีกลยุทธ์ประเทศที่ชัดเจน สามารถจัดทำประชาพิจารณ์ได้ 2.อยู่ในกรอบการมีวินัยการคลัง คือ อยากได้ไปบริหาร อยากมีเงิน ก็ต้องมีวินัยในการหาเงินเพิ่มด้วย ไม่ใช่อยากได้ของคนอื่น ไม่อยากกู้ ไม่ยอมจ่ายดอกเบี้ย 3.ไม่สร้างบรรทัดฐานให้รัฐบาลไหนทำตาม เอาเงินสำรองประเทศไปใช้ได้ง่ายๆ
4.ต้องมีความเป็นมืออาชีพ ไม่ใช่ตั้งแล้วใช้คนทำงานในราชการ หรือต่างตอบแทน ตั้งคนตัวเองมานั่งเป็นผู้บริหาร และไม่ใช่ให้คนของ ธปท.บริหารให้ เพราะ ธปท.ไม่ใช่องค์กรหากำไร ไม่มีความเชี่ยวชาญ และ 5.ต้องไม่แตะต้องคลังหลวงของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เพราะจะเป็นประเด็นปัญหาเพิ่มอีก
“จริงๆเราไม่อยากเห็นบัญชีทุนสำรองเราบวม มีทุนสำรอง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ก็เป็นปัญหาได้ง่าย เสี่ยงขาดทุนอีก เพราะเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยง เกิดเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงหรือแข็งค่าขึ้น 1% เราก็ขาดทุนทันที 2 แสนล้านบาทแล้ว เพราะทุกปีต้องมีการตีมูลค่าทางบัญชีของทุนสำรอง นั้น การมีทุนสำรองไว้มากๆ โดยไม่ได้ใช้ประยชน์ก็เป็นปัญหาเช่นกัน นั้นถ้ามั่นใจว่าตั้งกองทุนฯนี้ดี ก็ทำเลย โดยไม่ต้องมาบอกว่าจะให้บริหารร่วมกันกับธปท. ให้ธปท.บริหารกำไรหรือขาดทุนจะรับผิดชอบร่วมกัน เพราะทุกวันนี้รัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนรัฐบาลสัยญาจะอุดหนุน แต่ยังไม่ได้เงิน มีให้เห็นมากมาย ต้องไปกู้เงินที่ต้นทุนกู้สูงกว่ารัฐบาลกู้มาบริหารงานก็มี ฉะนั้น ถ้าบอกว่าดีก็ซื้อออกไปบริหารเลย แต่ถ้การบริการต้องดูดีๆ มีธรรมาภิบาล “ รองผุ้ว่าการ ธปท.กล่าว
รองผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ในการแก้ปัญหาหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน(กองทุนฟื้นฟูฯ) ขณะนี้ธปท.ก็พยามหาวิธีอยู่ แต่ยังติดว่าธปท.มีปัญหาขาดทุนสะสมมานาน ไม่สามารถนำกำไรส่งคลังได้ เพราะที่ผ่านมาค่าเงินบาทผันผวนแข็งค่ามาต่อเนื่อง ถึงจะสามารถนำเงินทุนสำรองไปบริหารมีกำไร เช่น ปี 2553 กำไรใรรูปเงินเหรียญสหรัฐ 34% แต่พอมาตีมูลค่าทางบัญชีเป็นเงินบาทก็จะกลายเป็นขาดทุนมหาศาล เพราะค่าเงินบาทแข็งขึ้น 1011%
จากปัญหาข้างต้นทำให้มีธปท.มีปหาขาดทุนมาตลอด แก้ไขยังไม่ได้ กลายเป็นปัญหาเหมือนธนาคารกลางประเทศอื่นที่ประสบปัญหานี้เช่นกัน ไม่ว่า จีน สิงคโปร์ ฯลฯ ยังหาวิธีแก้ไขไม่ได้ เพราะถึงที่สุดธนาคารกลางต้องตีมูลค่าสินทรัพย์ในทุนสำรองเป็นสกุลเงินท้องถิ่น ตามมูลค่าตลาดในทางบัญชี ตามที่มาตรฐานทางบัญชีกำหนด แม้ว่าในความเป็นจริงทุนสำรองจะมีวัตถุประสงค์ที่ใช้ในต่างประเทศก็ตาม
“อนาคตที่เรากลัว คือ ถ้าฐานะสหรัฐแย่ เราอาจมีปัญหาได้ เพราะทุนสำรองฯเราจะแย่ตาม ที่สำคัญทางออกเรื่องมาตรฐานทางบัญชีจะแก้ยังไงยังไม่รู้ ทำให้ทุกวันนี้เราไม่มีเงินนำส่งคลัง ต้องหาวิธีแก้ขาดทุนสะสมติดลบก่อน และถ้าให้โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯมาให้ธปท.รับดอกเบี้ยแทนคลังที่เป็นภาระงบประมาณ 67หมื่นล้านบาททุกปี ธปท.ก็ยังไม่รู้จะเอาเงินมาจากไหนมาจ่าย ที่พูดธปท.ไม่ได้รักตัวเองมากกว่าประเทศ รู้ว่ารัฐบาลต้องการเงินมากระตุ้นมาดูแลเศรษฐกิจ เพราะในสถานการณ์ช่วงนี้ เศรษฐกิจต้องการการกระตุ้นจากภายในมากขึ้นกว่าที่จะหวังพึ่งอุปสงค์ในต่างประเทศ ฉะนั้น เรื่องเหล่านี้จึงจำเป็นต้องหารือร่วมกันกับคลังต่อไป” นางอัจนากล่าว







