
บังคับขายฟิวเจอร์ส ซัดตลาดเซยืนไม่อยู่ 950 จุด
ความมั่งคั่งตลาดวูบ 5.8 แสนล้าน
ความมั่งคั่งตลาดวูบ 5.8 แสนล้าน
ตลาดหุ้นทั่วโลกปั่นป่วนต่อเนื่องอีกวัน ผลจากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก “ทรุดยาว” จากวิกฤตหนี้ยุโรปที่ขยายตัวกระทบวงกว้าง และปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ธนาคารกลางสหรัฐไม่มีมาตรการใหม่ออกมากระตุ้น สร้างความผิดหวังกับตลาดหุ้นทั่วโลก ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐตกหนักอีกเฉียด 400 จุด เมื่อคืนวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา กระหน่ำหุ้นไทย ทันทีที่เปิดตลาดร่วงทันที 18 จุด (972.53 จุด) และลงหนักถึง 940.42 จุด ร่วง 50.17 จุด หรือ 5.06% ปิด 958.16 จุด ลดลง 32.43 จุด หรือ 3.27% มูลค่าซื้อขายทะลัก 50,108.85 ล้านบาท
ต่างชาติขายสุทธิ 3,154 ล้านบาท สถาบัน 4,055.63 ล้านบาท มูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) วันที่ 23 ก.ย. ลดลง 2.66 แสนล้านบาท รวม 2 วัน (22-23 ก.ย.) หายไป 5.84 แสนล้านบาท เหลือ 7.84 ล้านล้านบาท ซึ่งลดลงจาก 8.42 ล้านล้านบาท (21 ก.ย.)
สำหรับวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา มีการยืมหุ้นไปขายล่วงหน้า (ชอร์ตเซล) ทั้งสิ้น 57 รายการ มูลค่ารวม 994.40 ล้านบาท
ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียหลายตลาดลงไม่หนักมาก เช่น ฮ่องกงร่วง 243 จุด หรือ 1.36% จีนร่วง 9.9 จุด หรือ 0.41% ไต้หวันลง 259 จุด หรือ 3.55% ส่วนอินโดนีเซียพลิกกลับมาเป็นบวก 57 จุด หรือ 1.70% เกาหลียังลงหนัก 103 จุด หรือ 5.73%
ตลาดยังไม่เสริมมาตรการไม่ห่วงฟอร์ซเซล
ด้านตลาดหลักทรัพย์ยันไม่ต้องมีมาตรการเสริมหลังหุ้นร่วงแรง ชี้ฟอร์ซเซลมาร์จินโลนไม่น่าห่วง มองเงินไหลออกรอบนี้แม้ไม่รู้ปลายทาง แต่ผู้ลงทุนสามารถใช้เป็นโอกาสเก็บหุ้นได้ เพราะ บจ.ไทยแข็งแกร่ง
จรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลาดยังไม่ต้องมีมาตรการพิเศษเพื่อดูแลตลาดหุ้นไทยหลังเวลา 12.06 น. ดัชนีได้ลดลงถึง 5% โดยได้รายงานให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ติดประชุมต่างประเทศ โดยมองว่ามาตรการพักการซื้อขายชั่วคราว (เซอร์กิตเบรกเกอร์) หากดัชนีปรับลงถึง 10% ก็น่าจะเพียงพอ
“ผมและผู้ว่าการแบงก์ชาติหวังว่าหุ้นไทยคงไม่ต้องถึงกับต้องใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ เพราะขณะนี้การบังคับขายหลักทรัพย์ (ฟอร์ซเซล) ยังไม่น่าห่วง เนื่องจากระดับการให้สินเชื่อไปซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จินโลน) ยังอยู่ในระดับเพียง 3 หมื่นล้านบาท ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับระดับที่น่ากังวลตอนปี 2540 ที่มาร์จินโลนอยู่ที่ 1 แสนล้านบาท อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องประกาศให้หยุดทำธุรกรรมยืมหุ้นเพื่อขายหุ้นล่วงหน้าแต่อย่างใด”
อย่างไรก็ดี มองว่าการที่หุ้นปรับลงแรงครั้งนี้มีความคล้ายกับวิกฤตการเงินสหรัฐปี 2551 ที่ต่างชาติต้องโยกนำเงินออกจากตลาดหุ้น เพราะเป็นสินทรัพย์เสี่ยงไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงน้อยกว่าอย่างพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก อีกทั้งต่างชาติไม่มีทางเลือก ต้องดึงเงินกลับเพื่อไปช่วยภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศ ทำให้ขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่าปัญหานี้จะกินระยะเวลายาวขนาดไหน และมีเงินไหลออกจำนวนมากน้อยขนาดไหน
ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2554 ต่างชาติขายหุ้นแล้ว 3.1 หมื่นล้านบาท เทียบกับช่วงเดือน พ.ค. 2553 ที่เดือน พ.ค. เพียงเดือนเดียวต่างชาติขายไปถึง 5.8 หมื่นล้านบาท และเทียบกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 ต่างชาติขายไปทั้งหมด 1.6 แสนล้านบาท
กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวต่อว่า นักลงทุนระยะยาวสามารถใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสในการลงทุนได้ เพราะบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) มีความแข็งแกร่งมาก เนื่องจากผ่านมาหลายวิกฤตเศรษฐกิจ และล่าสุดกับวิกฤตการเงินสหรัฐปี 2551 มีหุ้น 70 แห่ง ในอันดับ SET100 ที่มีกำไรและสามารถจ่ายปันผลต่อเนื่องถึง 3 ปี รวมทั้งปัจจุบันกำไร บจ.ไทยยังเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย
นอกจากนั้น ตอนนี้พื้นฐานเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียมีความแข็งแกร่งกว่าภูมิภาคอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับเม็ดเงินทั่วโลกที่ยังมีอยู่มาก โดยเชื่อว่าเม็ดเงินต่างชาติต้องไหลเข้าภูมิภาคเอเชียแน่นอน เพราะหากเทียบกับตอนปี 2551 ที่ตอนนั้นมีหลายประเทศทั่วโลกยังดูดี
“เมื่อมีเม็ดเงินไหลออกแต่เชื่อว่าต้องมีกองทุนอื่นที่เข้ามาซื้อหุ้นไทยอยู่ดี เพราะเอเชียเป็นภูมิภาคที่แข็งแกร่ง แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังอยากให้นักลงทุนติดตามข่าวสารและการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินต่างชาติ และการใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการซื้อหุ้นกลุ่มที่มีการบริโภคภายในก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งกับผู้ลงทุนได้” จรัมพร กล่าว
บังคับลูกค้าอนุพันธ์ขายใกล้จบ
แหล่งข่าวจากโบรกเกอร์ เปิดเผยว่า การปรับตัวลงอย่างหนักของตลาดหุ้นไทย ส่วนหนึ่งมาจากการบังคับขายของตลาดซื้อขายล่วงหน้า (ฟิวเจอร์ส) ซึ่งเป็นการบังคับขายต่อเนื่องจากวันที่ 22 ก.ย. และการบังคับขายตลาดฟิวเจอร์สส่งผลจิตวิทยาถึงดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ส่วนการบังคับขายนักลงทุนที่ใช้สินเชื่อ (มาร์จิน) หุ้นในตลาด SET นั้นมีผลน้อย เนื่องจากโบรกเกอร์ส่วนใหญ่มีความระมัดระวังและติดตามลูกค้าใกล้ชิด ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ขายหุ้นออกไปก่อนหน้านี้แล้ว
“ลูกค้าที่เสียหายส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนที่ซื้อขายตลาดฟิวเจอร์ส บางส่วนถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม หรือถูกบังคับขายไปตั้งแต่ 2 วันก่อน และมีบางส่วนที่ขายหุ้นในตลาดมาเตรียมรอลงทุนตลาดฟิวเจอร์ส”
ธนวัฒน์ พานิชเกษม กรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า บล.ภัทร กล่าวว่า การบังคับขายลูกค้าที่ซื้อขายฟิวเจอร์สจบแล้ว หรือเหลือการบังคับขายน้อยมาก เพราะหุ้นที่ตกหนักช่วง 2 วันที่ผ่านมาทำให้เกิดการบังคับขายในตลาดฟิวเจอร์สอย่างรวดเร็วภายในวันเดียวกัน ซึ่งการบังคับขายเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 22 ก.ย. ต่อเนื่องมาถึงช่วงเช้าวันที่ 23 ก.ย.
TFEX เชื่อวางประกันฟิวเจอร์สเกินระดับ
เกศรา มัญชุศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) หรือ TFEX กล่าวถึงกรณีที่ระบุว่าดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงเป็นผลมาจากมีการขายล่วงหน้า (ชอร์ตเซล) ในดัชนี SET50 Index Futures นั้น ไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกัน สาเหตุที่หุ้นปรับตัวลดลงเป็นผลมาจากปัจจัยต่างประเทศและตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปรับตัวลดลง
นอกจากนี้ สัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติใน SET50 Index Futures มีสัดส่วนน้อยมากเพียง 67% ของสัญญาซื้อขาย ถือว่าไม่ได้มาก
อย่างไรก็ตาม ราคาในดัชนีฟิวเจอร์สปรับตัวลดลง เท่าที่ได้สอบถามกับโบรกเกอร์รายใหญ่ไม่พบว่ามีการบังคับขาย (ฟอร์ซเซล) เพราะส่วนใหญ่นักลงทุนจะวางหลักประกันเกินระดับที่กำหนดอยู่แล้ว
ทั้งนี้ ราคาของ SET50 Index Futures ในวันที่ 23 ก.ย. จะต้องปรับตัวลดลง 16 จุด ถึงจะมีการเรียกเงินประกัน และต้องลง 30 จุด ถึงจะถูกบังคับขาย ขณะที่ราคาในวันนี้ปรับตัวลดลง 21 จุด
ผู้บริหารโบรกเกอร์รายหนึ่ง กล่าวว่า นักลงทุนที่ลงทุนผิดทางใน SET50 Index Futures หรือได้ทำการขายล่วงหน้า (ลอง) ไว้ก่อนหน้านี้ จะต้องถูกเรียกเงินประกัน เพราะราคา SET50 Index Futures ปรับตัวลดลงเกิน 16 จุด
ยอดยืมหุ้นชอร์ตเซลทะลัก
นฤมล อาจอำนวยวิภาส กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายธุรกิจตราสารอนุพันธ์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) หรือ KGI กล่าวว่า นักลงทุนได้ใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงในช่วงหุ้นขาลงจนปริมาณธุรกรรมมากขึ้น หรือในช่วงกว่า 1 เดือนที่ผ่านมาพบว่ามูลค่าการยืมหุ้นเพื่อขายล่วงหน้า (SBL) ของบริษัทขณะนี้ทะลุ 2,000 ล้านบาท แล้ว เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบช่วงต้นปีอยู่ที่ระดับ 400-500 ล้านบาท
ขณะที่สินค้าประเภทอนุพันธ์ตราสารทุนนอกตลาด (OTC Equity Derivatives) ได้มีนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศเข้ามาซื้อ Put Options ไว้ ในช่วงก่อนที่ดัชนีจะลดลงรอบนี้ จะช่วยให้ไม่ประสบผลขาดทุนจากกรณีหุ้นปรับตัวลดลงแรงในวันที่ 22 ก.ย.
อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศบางกลุ่มที่ไม่เคยเข้ามาใช้ตราสารอนุพันธ์นอกตลาด (OTC) หรือแม้แต่การใช้ตลาดอนุพันธ์ (TFEX) ในการบริหารความเสี่ยงเลย โดยเฉพาะผู้ลงทุนสถาบันกลุ่มประกัน ทำให้เป็นกลุ่มที่จะประสบผลขาดทุนอย่างหนักต่อการที่ดัชนีลดลงรอบนี้ เพราะขาดเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงในหุ้นขาลง
“ลูกค้ากองทุนที่เป็นพวกบริษัทประกันบางรายต้องการจะเข้ามาลงทุนในสินค้าประเภทตราสารอนุพันธ์เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในช่วงหุ้นขาลง แต่ยังเข้ามาไม่ได้เพราะต้องได้รับอนุญาตจากกรมประกันภัย (ไม่รู้ชื่อนี้ถูกต้องหรือเปล่า) ทำให้เป็นกลุ่มที่ค่อนข้างโดนหนักสำหรับหุ้นลงรอบนี้” นฤมล กล่าว
ทั้งนี้ ในช่วงหุ้นมีความผันผวนในทิศทางขาลง ทำให้เคจีไอระงับการออกใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ฝั่งสิทธิในการซื้อ (Call) แต่จะออกสิทธิในการขาย (Put) แทน และจะเสนอขายในวันที่ 4 ต.ค.นี้ อ้างอิงหุ้นขนาดใหญ่จำนวน 7 ตัว คือ บริษัท บ้านปู (BANPU) บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และธนาคารกสิกรไทย (KBANK)
TFEX หยุดซื้อขาย Silver Futures ชั่วคราว
ตามที่ราคาซื้อขายของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโลหะเงิน (Silver Futures) ในวันที่ 23 ก.ย. เวลา 15.05 น. เปลี่ยนแปลงลดลงจากราคาที่ใช้ชำระราคาและส่งมอบล่าสุด (Latest Settlement Price) ถึง 10% โดยเป็นผลมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และโลหะเงินในตลาดโลกได้ปรับตัวลดลง
ตลาดอนุพันธ์จึงหยุดทำการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า Silver Futures เป็นการชั่วคราว ในวันที่ 23 ก.ย. ตั้งแต่เวลา 15.05 น. โดยจะเปิดทำการซื้อขายอีกครั้งเวลา 15.35 น. และกำหนดให้เริ่มช่วง Preopen ตั้งแต่เวลา 15.25-15.35 น. (10 นาทีก่อนเปิดการซื้อขาย)
ทั้งนี้ เมื่อเปิดทำการซื้อขายอีกครั้ง ตลาดอนุพันธ์จะขยาย Daily Price Limit จาก +/ 10% เป็นไม่เกิน +/ 20% ของราคาที่ใช้ชำระราคาและส่งมอบล่าสุด (Latest Settlement Price)
ราคาโลหะเงินปิดลดลง 3.89 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือ 9.61% ปิดที่ 36.58 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ โดยมีความเคลื่อนไหวระ







