
สัปดาห์หน้าถกอุ้มก๊าซ
ลุ้นนายกฯเคาะต่ออายุถึงสิ้นปีพ่วงแผนกู้โปะกองทุนน้ำมันฯ
ลุ้นนายกฯเคาะต่ออายุถึงสิ้นปีพ่วงแผนกู้โปะกองทุนน้ำมันฯ
เตรียมชง กพช.เคาะนโยบายตรึงแอลพีจี เอ็นจีวีต่อ หลังสิ้นสุดมาตรการ ก.ย.นี้ พร้อมออกบัตรเครดิตพลังงานอุ้มแท็กซี่
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน สัปดาห์หน้าจะพิจารณานโยบายดูแลราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนภาคขนส่ง และก๊าซธรรมชาติในรถยนต์ (เอ็นจีวี) ที่จะสิ้นสุดมาตรการเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะตัดสินใจให้ต่ออายุ หรือทบทวนมาตรการอย่างไรบ้าง
นอกจากนี้ จะพิจารณาแผนการเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากยังมีภาระดูแลราคาพลังงานต่อไป โดยเฉพาะในเรื่องแอลพีจีและเอ็นจีวี หากจำเป็นต้องกู้ก็มีแผนเดิมที่กำหนดไว้อยู่แล้ว
ขณะเดียวกันจะเสนอนโยบายออกบัตรเครดิตพลังงาน เพื่อช่วยลดภาระให้กับกลุ่มรถสาธารณะที่มีอยู่ 2 แสนราย โดยกลุ่มแรกที่น่าจะได้รับการช่วยเหลือเร็วที่สุด คือ รถแท็กซี่เอ็นจีวี เนื่องจากมีรายชื่ออยู่ในทำเนียบสมาชิกรถแท็กซี่จึงสามารถบริหารจัดการได้ง่าย คาดว่าวงเงินบัตรเครดิตไม่เกิน 2,000 บาทต่อใบ
“เรื่องราคาแอลพีจีและเอ็นจีวีเห็นว่าน่าจะตรึงราคาต่อถึงสิ้นปีนี้ เพื่อรอให้มาตรการเพิ่มรายได้ของรัฐบาลเห็นผลเป็นรูปธรรมก่อน แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี” นายพิชัย กล่าว
รมว.พลังงาน กล่าวถึงผลการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนที่ประเทศบรูไนดารุสซาลามด้วยว่า ได้หารือในประเด็นสำรองน้ำมันของแต่ละประเทศ ซึ่งสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ให้ความเห็นว่าทุกประเทศควรมีนโยบายในเรื่องดังกล่าว เพราะแนวโน้มราคาน้ำมันยังผันผวน ไทยก็ควรเพิ่มสำรองน้ำมัน จากปัจจุบันผู้ค้าน้ำมันสำรองเพียง 18 วัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยภายนอกประเทศ
ขณะที่การผลักดันให้เกิดโครงการสะพานเชื่อมเศรษฐกิจ (แลนด์บริดจ์) อยู่ระหว่างศึกษาพื้นที่ที่เหมาะสม และโครงการต่อยอด อาทิ คลังน้ำมัน ท่อน้ำมัน และท่อก๊าซธรรมชาติเชื่อม 2 ประเทศ ซึ่งศึกษาไว้หลายโครงการ พื้นที่ที่มองไว้ คือ โครงการปากบารา จ.สตูล มีความเป็นไปได้ที่สุด เพราะว่าเป็นเส้นทางตรง
สำหรับการประชุมครั้งนี้ได้หารือทวิภาคีกับ รมว.พลังงานกัมพูชา เรื่องใช้ประโยชน์พื้นที่ทับซ้อน โดยต้องการให้พัฒนาแหล่งปิโตรเลียมร่วมกัน ซึ่งจะใช้เวลา 8-10 ปี จึงจะนำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ได้ แต่ทั้งหมดต้องให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้เริ่มเจรจาก่อนหลังจากนั้นจะสามารถแบ่งปันผลประโยชนของพื้นที่ได้







