
บีโอไอรื้อกลยุทธ์กระตุ้นลงทุนปี’55
ยอมรับแผนเก่าถูกเอกชนเมินหันเจาะรายอุตฯหาพื้นที่รองรับ
ยอมรับแผนเก่าถูกเอกชนเมินหันเจาะรายอุตฯหาพื้นที่รองรับ
เร่งบีโอไอทำแผนสิทธิประโยชน์ใหม่ให้เสร็จปลายปี หาช่องดูดเงินลงทุนต่างชาติเพิ่ม
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จัดทำแนวทางส่งเสริมการลงทุนใน 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะทำให้เสร็จภายในปี 2554 และนำมาใช้ในปี 2555 คาดว่า ในปีหน้าอย่างน้อยควรมีคำขอรับส่งเสริมการลงทุนเข้ามา 5 แสนล้านบาท
สาเหตุสำคัญที่ต้องการดึงดูดการลงทุนเพิ่ม เพราะปัจจุบันแนวโน้มการลงทุนชะลอลงมาก เหลือไม่เกิน 5 แสนล้านบาทต่อปี จากปี 2551 เคยมีคำขอรับส่งเสริมการลงทุนถึง 7 แสนล้านบาท พบว่าการลงทุนในปัจจุบันชะลอตัวลง ดังนั้นจึงต้องมีแผนทบทวนมาตรการส่งเสริมการลงทุน หากมาตรการใดที่ใช้ไม่ได้ผลต้องกลับมาทบทวนใหม่ และบางกิจการที่ใช้แรงงานมากจะต้องตัดออก เพื่อให้เกิดการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้มูลค่าและรายได้ของผู้ประกอบการมากขึ้นและจะทำให้แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย สอดคล้องกับนโยบายการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนของรัฐบาลชุดนี้ ทั้งการขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท/วัน และขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท/เดือน เพราะผู้ที่จะเข้ามาลงทุนจะต้องปฏิบัติตามนโยบายภายในประเทศเช่นกัน
สำหรับการจัดทำหลักเกณฑ์แนวทางส่งเสริมการลงทุน เบื้องต้นบีโอไอจะดูว่า กิจการแต่ละประเภทที่ได้สิทธิประโยชน์เท่ากัน จะต้องมาแยกย่อยและเลือกว่าจะส่งเสริมธุรกิจอะไร ซึ่งไม่ควรที่แต่ละกิจการจะได้สิทธิประโยชน์เหมือนกัน รวมทั้งมาดูสิทธิประโยชน์ที่แบ่งตามโซน 3 โซน ควรจะมีการปรับปรุงอย่างไร ที่ผ่านมาการให้สิทธิประโยชน์จะพิจารณาพื้นที่การลงทุน แต่ต่อไปการให้สิทธิประโยชน์จะต้องดูเป็นรายกิจการมากขึ้น
ด้านนางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ปัจจุบันบีโอไอแบ่งพื้นที่ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ออกเป็น 3 โซน โดยโซนที่ 3 จะเป็นจังหวัดที่อยู่ห่างไกล มีรายได้ต่อหัวของประชากรต่ำ จะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุน
อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวไม่สำเร็จ เพราะนักธุรกิจยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม ซึ่งบีโอไอเห็นว่าอุตสาหกรรมจะเกิดขึ้นได้ขึ้นกับคลัสเตอร์เป็นหลัก โดยบริษัทที่อยู่ในซัพพลายเชนต้องการอยู่ใกล้บริษัทแม่ เพื่อให้มีความคล่องตัวในกระบวนการผลิต
แนวทางใหม่จึงต้องศึกษาว่า แต่ละจังหวัดมีจุดแข็งทางอุตสาหกรรมอย่างไร เช่น วัตถุดิบ จากนั้นจึงกำหนดการส่งเสริมให้เอื้อสิทธิประโยชน์ให้ เพื่อสร้างจุดแข็งขึ้นมาดึงดูดการลงทุนให้มากขึ้น
มาตรการส่งเสริมการลงทุนในขณะนี้แบ่งกิจการเป็นหมวดใหญ่ 7 กิจการ และกิจการย่อย 243 กิจการ การดำเนินงานอาจแบ่งเป็น 3 แนวทาง คือ 1.กิจการใดที่ไม่ควรส่งเสริมหรือจำเป็นต้องตัดออก 2.กิจการใดที่ลดสิทธิประโยชน์ลงเพื่อความเหมาะสม แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องตัดออก และ 3.กิจการใดที่ควรได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดเพื่อกระตุ้นให้การลงทุนเพิ่มมากขึ้น เป็นต้นทั้งด้านภาษีและการอำนวยความสะดวก เช่น กิจการที่ใช้เทคโนโลยีสูง โดยแนวทางใหม่จะทำให้บีโอไอสามารถเลือกให้อุตสาหกรรมใดเกิดการลงทุนขึ้นมาได้







