
สัญญาณร้ายเศรษฐกิจโลก
ผมได้เตือนถึงความไม่มั่นคงของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ
ผมได้เตือนถึงความไม่มั่นคงของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ
โดย..สุรศักดิ์ ธรรมโม
แนวโน้มการชะลอตัวอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจโลก และความเสี่ยงเรื่องหนี้ภาครัฐยุโรปในคอลัมน์นี้ของหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์มาตลอดปี 2554
ขณะนี้ผมกำลังกังวลมากว่าเศรษฐกิจโลกในอีก 6 เดือนข้างหน้า จะมีอัตราการขยายตัวที่ต่ำมาก กล่าวคือ จะต่ำกว่า 3% ต่อปี ด้วยสัญญาณร้ายดังต่อไปนี้
1) มาตรการของธนาคารกลางสหรัฐ หรือที่เรียกว่า Operation Twist ไม่ใช่การพิมพ์ปริมาณเงินขึ้นมาใหม่ เช่น QE1 และ 2 โดยเม็ดเงินในมาตรการล่าสุดจะมาจากการขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่อายุต่ำกว่า 3 ปี และนำเงินไปเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวอายุ 630 ปี โดยคาดหวังว่ามาตรการนี้จะกดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐให้ต่ำลง และจูงใจให้ประชาชนสหรัฐมาบริโภคในสินทรัพย์คงทนที่ต้องกู้กันนับเป็นสิบๆ ปี ซึ่งน่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์
แต่ในความเป็นจริง ประชาชนสหรัฐมีภาระหนี้สินล้นพ้นตัว และในระหว่างการลดการก่อหนี้ ผนวกกับแนวโน้มการว่างงานในอัตราสูง เศรษฐกิจสหรัฐที่ขยายตัวในอัตราที่ต่ำมาก และที่สำคัญที่สุด คือ การขาดความเชื่อมั่นในแนวโน้มเศรษฐกิจ อันมาจากความแตกแยกทางการเมืองของผู้นำสหรัฐ และแถลงการณ์ของ Fed เอง ที่ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังจะเผชิญความเสี่ยงที่จะชะลอลงมาก (Significant Downside Risk to the Economic Outlook) ส่งผลให้มาตรการของ Fed นี้ น่าจะล้มเหลวในการจูงใจและกระตุ้นกำลังซื้อของสหรัฐให้กลับมาบริโภคอีกครั้ง แต่ผลดีของมาตรการนี้จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายของประชาชนสหรัฐที่เก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์
2) การที่ Fed ไล่ซื้อพันธบัตรสหรัฐระยะยาว จะไม่ส่งผลบวกต่อตลาดการเงินมากในลักษะของการปรับขึ้นของราคาหุ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างมากเช่นเดียวกับมาตรการ QE2 เพราะพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐโดยมากอยู่ในมือของธนาคารกลางประเทศต่างๆ ที่เน้นการลงทุนระยะยาวไม่เก็งกำไร และอยู่ในมือของนักลงทุนที่เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ และพวกธุรกิจประกัน
สมมติว่า Fed สามารถซื้อพันธบัตรเหล่านี้ในวงเงิน 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่สิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อมาคือ นักลงทุนกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ลงทุนระยะยาวและกลัวความเสี่ยงจะนำเงินไปทำอะไร ซึ่งผมคาดว่าเงินที่ได้มาจะต้องถูกจัดสรรไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอีกเช่นกัน ซึ่งคงจะเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวล็อตใหม่ๆ พันธบัตรระยะยาวของประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงและมีสภาพคล่อง เป็นต้น ด้วยเหตุนี้เม็ดเงินจาก Fed งวดนี้จึงมีความเป็นไปได้ต่ำมากที่จะนำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ดังนั้น การคาดหวังว่าราคาหุ้นจะปรับขึ้นอย่างมากๆ เช่นเดียวกับมาตรการ QE2 ในปีที่แล้วจึงไม่น่าจะเกิดขึ้น
3) ความเสี่ยงที่โผล่ขึ้นมาใหม่มีนัยสำคัญมากคือ การขาดสภาพคล่องของธนาคารในยุโรป ดังจะเห็นจากต้นสัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารเอกชนฝรั่งเศส BNP Paribas ออกมาปฏิเสธข่าวของ Wall Street Journal เรื่องตลาดการเงินสหรัฐไม่ปล่อยกู้ดอลลาร์สหรัฐ แต่การที่คืนวันพฤหัสบดีในสัปดาห์เดียวกัน การเข้ามาอัดฉีดสภาพคล่องดอลลาร์สหรัฐให้กับสถาบันการเงินในยุโรปของ 5 ธนาคารกลางสำคัญของโลก ได้แก่ สหรัฐ ยุโรป อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น เป็นการบอกเป็นนัยว่า สถาบันการเงินยุโรปกำลังขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ใน 23 สัปดาห์ก่อน ผู้ฝากเงินทั่วยุโรปพากันถอนเงินทั่วกลุ่มประเทศยูโร และขนเงินไปฝากที่สวิตเซอร์แลนด์ ทำให้ค่าเงินสวิตเซอร์แลนด์แข็งขึ้นภายในชั่วเวลาไม่กี่วัน จนธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (SNB) ต้องประกาศลดค่าเงินโดยการตรึงอัตราแลกเปลี่ยนสวิสฟรังก์กับยูโร
4) ความเสี่ยงใหม่นี้กำลังบอกกับเราว่า ปัญหาการขาดความเชื่อมั่นในสถาบันการเงินยุโรปนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่ที่วงการสถาบันการเงินด้วยกันเอง หากแต่ลุกลามไปยังประชาชนทั่วๆ ไปที่กังวลต่อสถานะธนาคารเอกชนยุโรปว่ามีความเสี่ยงที่จะล้ม จากการที่ทุนเสียหายจากการเข้าไปถือพันธบัตรรัฐบาลกรีซ และอาจจะ Mark to market ในบัญชีเพื่อการค้า (Trading Book) สำหรับความเสียหายในการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลยุโรปประเทศอื่นๆ ที่อัตราผลตอบแทน (Yield) ปรับสูงตามความเสี่ยงหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาตราสารปรับลดลง ซึ่งถ้าเสียหายมาก สถาบันการเงินนั้นอาจจะต้องเพิ่มทุน
สัญญาณแบบนี้จะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ซึ่งต่างจากวิกฤต 2551 ที่ระบบเศรษฐกิจการเงินโลกพังทลายลงมาทันที (Collapse) ในวันที่ 15 ก.ย. 2551 แต่ครั้งนี้ ระบบเศรษฐกิจการเงินโลกกำลังทรุดตัวในอัตราเร่งอย่างต่อเนื่อง (Meltdown)
ทั้งนี้ ถ้าเศรษฐกิจโลกขยายตัวต่ำกว่า 3% ต่อเนื่องกันสัก 2 ปี ผลคือ คนทั่วโลกจะว่างงานจำนวนมาก และเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศจะซบเซามากกว่าที่คาดไว้ และส่งผลแย่อย่างมากต่อประเทศที่เน้นยุทธศาสตร์การขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วยการส่งออก เช่น ไทย







