
ถือเงินสด..ปลอดภัย
นักลงทุนหนีไปถือเงินสดไม่มั่นใจสถานการณ์เศรษฐกิจโลก
นักลงทุนหนีไปถือเงินสดไม่มั่นใจสถานการณ์เศรษฐกิจโลก
โดย..เจียรนัย อุตะมะ
ทองคำดัชนีหุ้นทั่วโลกดิ่งเหวผิดหวังกับผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ไม่มีการออกมาตรการผ่อนคลายปริมาณเงินรอบที่ 3 (QE3) หนำซ้ำยังต้องเผชิญข่าวร้ายใหม่ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารแบงก์ ออฟ อเมริกา คอร์ป ซิตี้ กรุ๊ป อิงค์ และเวลส์ ฟาร์โก แอนด์โค
เฟดประกาศคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ 00.25% และออกมาตรการ “Operation Twist” ด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่มีอายุ 630 ปี จำนวน 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในสิ้นเดือน มิ.ย. 2555 พร้อมกับขายพันธบัตรอายุ 3 ปี หรือต่ำกว่าในวงเงินเดียวกันเพื่อกดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวให้ต่ำต่อไป
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนมองว่ามาตรการดังกล่าวอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐได้ไม่มากในภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ขณะนี้
วายแอลจีผู้ค้าทองคำรายใหญ่ที่สุดในไทย แนะนำนักลงทุนให้ติดตามการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นนี้ หากราคายังไม่สามารถรักษาระดับอยู่ได้ ให้ระมัดระวังการปรับตัวลงของราคาทองคำ
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อยให้แนะนำรอการตั้งฐานของราคาทองคำ แต่สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มากแนะนำให้รอจังหวะซื้อหากราคาไม่หลุดแนวรับ 1,732 หรือ 1,700 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และขายทำกำไรบริเวณแนวต้าน เมื่อราคาทองคำดีดตัวขึ้นและไม่ผ่านแนวต้าน 1,790 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ แต่หากสามารถผ่านได้ให้รอขายทำกำไรบริเวณแนวต้านถัดไปที่ 1,816 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
ทั้งนี้ แม้ว่าตลาดหุ้นและตลาดทองคำจะผิดหวังกับมาตรการที่ออกมา แต่ “Operation Twist” ก็มีข้อดีคือ หากดอกเบี้ยระยะยาวลดลงน่าจะส่งผลดีต่อผู้ลงทุน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการซื้อบ้านหรือภาคธุรกิจ เป็นต้น
สำหรับการปรับลดเครดิต 3 ธนาคารครั้งนี้อาจส่งผลให้การกู้ยืมระหว่างธนาคารมีต้นทุนที่สูงขึ้นมาก จนอาจขยายวงกว้างให้แต่ละธนาคารมีปัญหาสภาพคล่องระยะสั้น โดยปัญหานี้มีมาตั้งแต่ 2 สัปดาห์ก่อนที่ธนาคารในยุโรปเริ่มประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน จากการที่ธนาคารในยุโรประมัดระวังการปล่อยกู้ระหว่างกันมากขึ้น
เรื่องที่เกิดขึ้นในขณะนี้นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์เอเซีย พลัส เปรียบเปรยว่าคล้ายกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวิกฤตซับไพรม์รอบที่แล้ว จึงถือว่าเป็นพัฒนาการที่ไม่ดีนัก เพราะอาจจะเป็นอุปสรรคต่อกิจกรรมต่อเนื่อง โดยเฉพาะการค้าระหว่างประเทศที่ต้องอาศัยสินเชื่อการค้า (Trade Financing) ได้
ด้านปัญหาหนี้ของประเทศกลุ่มประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจ 20 แห่ง (G20) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จะมีการประชุมหาทางแก้วิกฤตหนี้สินยุโรปในสัปดาห์นี้ แต่อาจไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมออกมา เนื่องจากนักการเมืองสหรัฐเองก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐ
ส่วนกลุ่มประเทศ BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) ก็ไม่สามารถตกลงกันเกี่ยวกับวิธีการช่วยเหลือยุโรป
อดีตเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายหนึ่งกล่าวว่า “สิ่งที่กลุ่ม G20 จะสามารถทำได้ก็คือการเพิ่มแรงกดดันต่อยุโรป และทำให้ยุโรปตระหนักว่าวิกฤตยูโรโซนจะส่งผลกระทบต่อเนื่องที่มีความรุนแรงมาก และไม่ควรคาดหวังว่านานาชาติจะดำเนินมาตรการในแบบเดียวกับที่เคยทำในช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินในปี 2550-2552
ด้านปัญหาของกรีซ คณะเจ้าหน้าที่ตรวจสอบระหว่างประเทศจะเดินทางไปกรีซภายในต้นสัปดาห์หน้า เพื่อตรวจสอบว่ากรีซได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขตามข้อตกลงเพื่อให้ได้รับเงินกู้ฉุกเฉินงวดต่อไปหรือไม่
ล่าสุด IMF ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) โลกลงเป็น 4% ทั้งในปี 2554 และปี 2555 จากเดิมที่ 4.3% และ 4.5% ตามลำดับ
ด้านจีดีพีสหรัฐปี 2554 ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 2.5% เป็น 1.5% และคาดว่าปี 2555 จะขยายตัว 1.8%
จีดีพีสหภาพยุโรปในปี 2554 ปรับลดเป็น 1.6% และปี 2555 เป็น 1.1%
ลดประมาณการจีดีพีประเทศไทยปี 2554-2555 เป็น 3.5% และ 4.8% จากเดิมที่ 4.0% และ 5.0% ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม การปรับลดคาดการณ์ของ IMF ครั้งนี้ไม่ได้มีผลต่อตลาดมากนัก เนื่องจากนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ได้มีการปรับลดคาดการณ์ลงแล้วตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค. 2554 ที่ผ่านมา
ดัชนีหุ้นไทยเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2554 ปรับลดลง 39 จุด หรือเกือบ 4% มาปิดที่ 990.59 จุด หลุดพันจุดจนได้ ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 32,481 ล้านบาท เช่นเดียวกับดัชนีทั่วโลก และดัชนีหุ้นในตลาดภูมิภาคเอเชียลดลงอย่างหนัก เพราะเงินทุนต่างชาติไหลกลับไปสำรองสภาพคล่อง
นักลงทุนทั่วโลกละทิ้งสินทรัพย์เสี่ยงหันไปถือเงินสด เพราะไม่เชื่อมั่นสถานการณ์เศรษฐกิจโลก
ปัญหาตอนนี้ไม่ใช่เรื่องปัจจัยพื้นฐาน แต่เป็นเรื่องของการตื่นตระหนกที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะทำให้หุ้นลงไปลึกแค่ไหน...







