
เศรษฐีโยกเงินซื้อทองคำเพียบ
ผลจากการรัฐบาลประกาศลดการคุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 50 ล้านบาท ที่เริ่มตั้งแต่เดือน ส.ค. 2554
ผลจากการรัฐบาลประกาศลดการคุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 50 ล้านบาท ที่เริ่มตั้งแต่เดือน ส.ค. 2554
ได้เกิดผลข้างเคียงในระบบการเงิน แม้ว่าบรรดานายธนาคาร ผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันคุ้มครองเงิน จะดาหน้ากันออกมาประสานเสียงว่าไม่เกิดแรงกระเพื่อมในการโยกย้ายเงินฝากอย่างรุนแรง
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่มีการบริการจัดการเงินตัวเองป้องกันความเสี่ยงโยกเงินไปลงทุนยังประเภทอื่นกันอย่างหนัก
ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ ผู้คนต่างมีการโยกเงินไปฝากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐกันยกใหญ่ ทำให้เงินฝากเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ทั้งนี้ ยังไม่เท่ากับปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือบรรดาเศรษฐีที่มีเงินฝากเกิน 50 ล้านบาท เริ่มโยกย้ายถอนเงินฝากไปลงทุนซื้อทองคำมากขึ้นมากชนิดที่ว่า สมาคมผู้ค้าทองคำก็ต้องตกตะลึง
ต้องยอมรับว่าผลตอบแทนการลงทุนทองคำก็ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยหลายเท่า โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาราคาเริ่มขยับจากบาทละ 2 หมื่นบาทกว่าต้นๆ ไปเฉียดใกล้ๆ 3 หมื่นบาท ในรอบ 78 เดือนที่ผ่านมาทองคำสร้างผลตอบแทน 30-35%
หากใครนำเงินไปลงทุนแล้วแค่ถือครองทองคำไว้เฉยๆ ในภาวะปกติราคาทองก็เพิ่มขึ้นทุกปีไม่น้อยกว่า 10%
แถมยังมีความเสี่ยงน้อยและมีสภาพคล่องมากสามารถที่จะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที
สิ่งที่น่าตื่นเต้นในปีหน้า รัฐบาลจะมีการคุ้มครองเงินฝากเหลือไม่เกิน 1 ล้านบาท ยิ่งจะทำให้เกิดกระแสเฮโลทะลักเข้าไปซื้อทองคำมากขึ้น
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลยกเลิกการประกันเงินฝาก คาดว่าจะมีลูกค้าที่มีเงินฝากเก็บจำนวนมากหันมาซื้อทองคำเก็บไว้แทนโดยบางคนซื้อจำนวนมาก เนื่องจากผลตอบแทนการลงทุนทองคำยังให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินมาก
“ปีหน้าที่รัฐบาลจะลดการคุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท เชื่อว่าจะมีกลุ่มลูกค้าจำนวนมากขึ้นที่จะมาซื้อทอง เพื่อเป็นรูปแบบการออมเงินและการลงทุนเก็งกำไรมากขึ้น เนื่องจากปีนี้รัฐบาลยังคุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 50 ล้านบาท” นายจิตติ กล่าว
นายจิตติ กล่าวว่า ในช่วงหลังจากเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ที่รัฐบาลลดการคุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 50 ล้านบาท ก็มีลูกค้าทยอยมาซื้อทองมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะมีกลุ่มลูกค้าที่มีเงินฝากเกิน 50 ล้านบาท กระจายการลงทุนมาลงทุนในทองคำ มีทั้งซื้อทองไปตุนเก็บไว้และมีคนที่ซื้อๆ ขายๆ ทองเป็นรายวัน
ข้อมูลของนายจิตติสอดรับกับ นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มเอ็มทีเอสโกลด์ ห้างทองแม่ทองสุก ที่บอกว่ากลุ่มลูกค้าที่มีเงินฝากเกิน 50 ล้านบาท ได้ทยอยเข้ามาลงทุนในทองคำมากขึ้นตั้งแต่ 12 ปีที่ผ่านมา แต่หลังจากที่รัฐบาลมีผลบังคับใช้การคุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 50 ล้านบาท และในปีหน้ารัฐบาลจะคุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท กลุ่มนักลงทุนเหล่านี้จะมาซื้อทองคำมากขึ้น
“ปัจจุบันคนมีเงินจะไม่นิยมฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์แล้ว เพราะว่าผลตอบแทนจากดอกเบี้ยต่ำมาก เมื่อเทียบกับการลงทุนอื่นๆ และความนิยมการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนก็น้อยลงเพราะมีสภาพคล่องน้อย และบางคนก็ไม่มีความถนัดการลงทุนประเภทต่างๆ เช่น ลงทุนซื้อหุ้น ตราสารหนี้ และหน่วยลงทุน เพราะกลัวความเสี่ยง ดังนั้นคนมีเงินฝากส่วนใหญ่จะหันมาลงทุนทองคำมากขึ้น ซึ่งทองคำถ้าไม่ซื้อไม่ขาย 1 ปี ก็มีมูลค่าเพิ่ม 10% และหากมีการขยับพอร์ตซื้อขายในจังหวะที่ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นก็มีโอกาสได้กำไร 30%” นพ.กฤชรัตน์ กล่าว
ทั้งนี้ ลูกค้ารายใหญ่จะซื้อทองเก็บไว้ครั้งหนึ่ง 1020 กก. หรือบางรายซื้อระดับ 100 กก. โดยทองคำ 1 กก. เท่ากับน้ำหนักทองประมาณ 65 บาท ราคาประมาณ 1.8 ล้านบาท โดยสั่งซื้อทองคำจำนวนมากแล้วก็จะใช้รถรับจ้างขนเงินสดหรือรถขนเงินของธนาคารนำทองไปเก็บที่ตู้นิรภัยของธนาคาร
จากตัวเลขการนำเข้าทองคำล่าสุดของ กรมศุลกากร พบว่า ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.มิ.ย. 2554) ประเทศไทย มีการนำเข้าทอง 128,023 กิโลกรัม เพิ่มขึ้น 15.73% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการนำเข้า 110,626 กิโลกรัม พบว่า อัตราการขยายตัวของการนำเข้าทองคำเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
โดยในเดือนพ.ค. 2554 ไทยมีการนำเข้าทองคำเพิ่มขึ้น 784.4% ปริมาณ 22,279 กิโลกรัม และเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 525.4% ปริมาณ 20,770 กิโลกรัม โดยราคาต่อหน่วย ของทองคำ (เหรียญสหรัฐ/ก.ก.) ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนับแต่เดือนมกราคมอยู่ที่ 43,501 เหรียญสหรัฐ/ก.ก. (1,233 เหรียญ/ออนซ์) เพิ่มขึ้นเป็น 47,985 เหรียญสหรัฐ/ก.ก. (1,357 เหรียญ/ ออนซ์) ในเดือนมิถุนายน ซึ่งถือว่าเป็นราคาสูงสุดในรอบ 2 ปีนับจากปี 2552
ขณะที่ตัวเลขการส่งออกทองคำในเดือนมิถุนายน 2554 สำหรับสินค้าหมวดอัญมณีและเครื่องประดับ ลดลง 26.8% มีมูลค่า 1,008 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ยอดส่งออก 6 เดือนแรก เพิ่มขึ้นเพียง 9.8% มีมูลค่าเท่ากับ 6,546 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยในหมวดนี้สินค้าทองคำยังไม่ขึ้นรูปปรับลดลงถึง 50.1% มีมูลค่า 462 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกทองคำยังไม่ขึ้นรูป 6 เดือนแรกลดลง 7.2% มีมูลค่าเพียง 3,410 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น
&<2288;
&<2288;
&<2288;







