
เอเซีย พรีซิชั่น หุ้นยานยนต์ตัวใหม่
&
&<2288;
&<2288;
บริษัท เอเซีย พรีซิชั่น (APCS) ผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนโลหะโดยเฉพาะชิ้นส่วนที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์
โดย..เจียรนัย อุตะมะ
ภายใต้การบริหารของ “อภิชาติ การุณกรสกุล” กรรมการผู้อำนวยการมีแผนจะเสนอขายหุ้น 87.25 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 5.45 บาท ในวันที่ 21-23 ก.ย.นี้ ก่อนที่จะนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันที่ 29 ก.ย.นี้ ในหมวดยานยนต์
หุ้นที่ขายทั้งหมดประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุน 75 ล้านหุ้น และหุ้นเดิม 12.25 ล้านหุ้น ของบริษัท ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น อิควิตี้ เอเซีย ให้ประชาชน ส่งผลให้ทุนจดทะเบียนของบริษัทเพิ่มจาก 225 ล้านบาท เป็น 300 ล้านบาท ในมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท
ราคาขายที่หุ้นละ 5.45 บาท คิดเป็นสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 9 เท่า น้อยกว่าพี/อีเฉลี่ยหมวดยานยนต์ที่ 10-12 เท่า
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ในตลาดให้ราคาที่เหมาะสมหุ้นนี้ที่ 6.207.44 บาท คิดเป็นพี/อีเฉลี่ยกลุ่มยานยนต์ที่ 10-12 เท่า
ดัชนีหุ้นกลุ่มยานยนต์ในช่วง 5 ปีย้อนหลังซื้อขายที่พี/อีเฉลี่ย 22.6 เท่า และราคาตามมูลค่าบัญชีที่ 1.1 เท่า หากไม่นับรวมผลการดำเนินงานปี 2552 ที่อุตสาหกรรมนี้ขาดทุนนักวิเคราะห์พบว่าการซื้อขายพี/อีเฉลี่ยที่ 14 เท่า และราคาตามมูลค่าบัญชีที่ 1.1 เท่า
หากเปรียบเทียบหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตในระดับที่ใกล้เคียง APCS คือ บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) บริษัท สแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) บริษัท อินเตอร์ไฮด์ (IHL) และบริษัท อาปิโกไฮเทค (AH) พบว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังไม่นับรวมปี 2552 มีการซื้อขายที่พี/อีประมาณ 1011 เท่า และราคาตามมูลค่าบัญชีเฉลี่ย 13.5 เท่า
นอกจากนั้น สำหรับหุ้นหมวดยานยนต์ราคาเหมาะสมที่พี/อี 11 เท่า สำหรับผลการดำเนินงานปี 2555 หากประเมินที่พี/อี 11 เท่า จะได้ราคาเป้าหมาย APCS ที่ 6.80 บาท
บริษัทเพิ่มทุนเพื่อนำเงินไปซื้อเครื่องจักรของบริษัทและบริษัทย่อยลงทุนก่อสร้างโรงงาน เพื่อรองรับการขยายงานในอนาคตและใช้เป็นทุนหมุนเวียน
APCS มีแผนจะสร้างโรงงานแห่งใหม่บนพื้นที่ 10 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครเพื่อรองรับการขยายสายงานการผลิตในอนาคตบนพื้นที่โรงงาน 4,000 ตร.ม. โดยใช้เงินทุน 330 ล้านบาท และคาดว่าโรงงานจะแล้วเสร็จในปีนี้และมีกำลังการผลิตเพิ่มอีก 0.40-0.50 ล้านชั่วโมงต่อปี จากกำลังการผลิต 1.66 ล้านชั่วโมงต่อปี ในปี 2553
ซื้อเครื่องจักร 90 ล้านบาท ในบริษัทย่อยสองแห่งซึ่งคาดว่าจะดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปีนี้โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยาน เครื่องมือการแพทย์ ชิ้นส่วนจักรยานยนต์และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า
ซื้อเครื่องจักร 60 ล้านบาท ในบริษัท PT.API Precision ที่คาดว่าจะดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปีนี้ เพื่อผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์และรถยนต์ในประเทศอินโดนีเซีย
จุดเด่นของ APCS คือมีอัตราการทำกำไรดีมาก โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 2527% เทียบค่าเฉลี่ยกลุ่มยานยนต์ 16% และยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นเวลา 8 ปี นับจากปีนี้ทำให้มีค่าใช้จ่ายทางภาษีน้อยมากที่จะเป็นแรงผลักดันในปีนี้
อภิชาติ กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจและจำหน่ายชิ้นส่วนโลหะที่มีความเที่ยงตรงสูงให้ลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมหลากหลาย โดยสัดส่วนรายได้หลัก 60% เน้นไปยังอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากทิศทางการผลิตรถยนต์รวมถึงคำสั่งซื้อที่เพิ่มมากขึ้นจากอุตสาหกรรมกล้องถ่ายรูปดิจิตอลและคอมเพรสเซอร์ โดยคาดว่าปีนี้รายได้จะเติบโต 15% จากปีก่อนที่มีรายได้ 908 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้น 25% และอัตรากำไรสุทธิ 15% และปีหน้าคาดว่ารายได้ยังเติบโตเป็นเลขสองหลัก
ครึ่งแรกปี 2554 บริษัทมีรายได้ 482 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 64 ล้านบาท หรืออัตรากำไรสุทธิ 13.4% ลดลง 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าครึ่งปีหลังรายได้จะเติบโตกว่าครึ่งปีแรก ตามทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ฟื้นเร็วกว่าคาด
ทั้งนี้ ครึ่งปีแรกมีการผลิตรถยนต์ 8 แสนคัน ส่วนครึ่งหลังคาดว่าจะผลิตเพิ่มเป็น 1 ล้านคัน
บริษัทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนให้กับผู้ผลิตรถยนต์ รถจักรยานยนต์และผู้ผลิต และจัดหาอุปกรณ์ขั้นที่ 1 โดยผู้ผลิตและจัดหาอุปกรณ์ขั้นที่ 1 จะนำผลิตภัณฑ์ของบริษัทไปเป็นส่วนประกอบในชิ้นส่วนของรถยนต์ ได้แก่ ชิ้นส่วนในเครื่องยนต์ระบบควบคุมการขับเคลื่อนระบบปรับอากาศ ระบบมอเตอร์ปัดน้ำฝนและสตาร์ตเตอร์ เป็นต้น
ลูกค้าหลักของบริษัทคือ บริษัท อีซูซุ มอเตอร์ (ประเทศไทย) บริษัท อิเมอร์สัน อิเล็คทริค (ประเทศไทย) และบริษัท นิคอน (ประเทศไทย) บริษัท อีซูซุ มอเตอร์ (โปแลนด์) บริษัท วาลีโอสยาม เทอร์มอลซิสเต็มส์ และบริษัท ไทยซัมมิท มิทซูบะ อีเล็คทริค แมนูแฟ็คเจอริ่ง เป็นต้น
จังหวะเข้าตลาดช่วงนี้นับว่าดีเพราะเป็นช่วงขาขึ้นของอุตสาหกรรมยานยนต์ เนื่องมาจาก
ประการแรก การผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนทั้งสิทธิประโยชน์ภาษีและการสนับสนุนด้านสาธารณูปโภค
ประการที่สอง นโยบายลดภาษีรถคันแรกจากภาครัฐไม่เกิน 1 แสนบาท โดยอาจมาจากการลดภาษีสรรพสามิตหน้าโรงงาน หรืออาจนำเงิน 1 แสนบาท ไปลดค่าผ่อนชำระเงินในแต่ละเดือนจนกว่าผ่อนหมดที่จะกระตุ้นการซื้อรถยนต์ในประเทศและส่งผลดีต่อปริมาณการผลิตรถยนต์ในไทย
ประการที่สาม การตั้งฐานการผลิตนอกประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงของบริษัทญี่ปุ่น ผลจากสึนามิที่ทำให้ญี่ปุ่นขยายการลงทุนเข้ามาในไทยเป็นอันดับสามรองจากอินเดียและจีน
APCS มีการกระจายลูกค้าไปในหลายอุตสาหกรรมที่ส่วนใหญ่มีทิศทางสดใส ปีนี้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คาดว่ายอดการผลิตรถยนต์จะอยู่ที่ 1.8 ล้านคัน เพิ่มจากปีก่อนที่ 1.6 ล้านคัน ส่วนปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2 ล้านคัน ผลจากอีโคคาร์และนโยบายลดภาษีสรรพสามิตอาจทำให้มีการเติบโตสูงกว่าที่คาด อุตสาหกรรมกล้องดิจิตอลอยู่ในช่วงการเติบโต
อภิชาติ กล่าวว่า ในอนาคตสามปีข้างหน้ายอดการผลิตชิ้นส่วนอากาศยานและอุปกรณ์การแพทย์จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ชิ้นส่วนยานยนต์ยังเป็นยอดขายหลัก ส่วนกิจการร่วมค้าที่ร่วมจัดตั้งกับผู้ผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์ในอินโดนีเซียจะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายกิจการในต่างประเทศ
APCS ก่อตั้งโดย “อภิชาติ” ที่หลังการขายหุ้นตระกูลเขาจะเหลือหุ้นใหญ่ในบริษัท 63.3% ก่อนจะมาเป็นเจ้าของบริษัทนี้ เขามีประสบการณ์ในฐานะนักบริหารมืออาชีพมาอย่างโชกโชน
เคยเป็นผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารซิตี้แบงก์ดูแลโครงการจิวเวลรี่ เทรด เซ็นเตอร์ โครงการอสังหาริมทรัพย์ของกิจการร่วมทุนเครือเซ็นทรัล ธุรกิจส่วนตัวคือ บริษัท ดีแมคกรุ๊ป ทำคอนโดมิเนียมโครงการบ้านรัชโยธิน การ์เด้น เพลส ก่อนที่จะก่อตั้ง APCS ในปี 2538 เริ่มจากพนักงาน 15 คน จนกระทั่งปัจจุบันเป็น 800 คน
บริษัทนี้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากรายได้เพียง 8 ล้านบาท และภายใน 15 ปี เพิ่มเป็น 908 ล้านบาท ในปี 2553 เฉลี่ยเติบโตปีละ 37% ปี 2552 ปีเดียวที่รายได้ลดลงเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมยานยนต์
ความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นนี้คือ การพึ่งพิงลูกค้ารายใหญ่และลูกค้าอุตสาหกรรมยานยนต์ ลูกค้ารายใหญ่ของบริษัท 10 รายแรก คิดเป็นสัดส่วนรายได้ถึง 84% ของรายได้ทั้งหมด แต่บริษัทมีนโยบายกระจายฐานลูกค้า แต่การกระจายความเสี่ยงจากผลิตภัณฑ์จะช่วยได้
การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบ บริษัทจัดทีมงานวิเคราะห์แนวโน้มราคาวัตถุดิบ และประเมินความต้องการใช้วัตถุดิบของบริษัท และมีการเจรจาขอปรับราคากับลูกค้ากรณีต้นทุนสูงขึ้น 80% และใช้เวลา 3 เดือน จึงยังเสี่ยงอยู่
ความผันผวนของค่าเงินบริษัทสั่งซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศ 17% ของมูลค่าการสั่งซื้อทั้งหมดและขายสินค้าให้ลูกค้าต่างประเทศ จึงนำเงินต่างประเทศไปจ่ายค่าวัตถุดิบและมีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงค่าเงินจากการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ







