
ดอกเบี้ยไม่ลด
สุภัคยืนยันสินเชื่อขยายตัวดีแต่ดอกเบี้ยนโยบายทรงตัว
สุภัคยืนยันสินเชื่อขยายตัวดีแต่ดอกเบี้ยนโยบายทรงตัว
นายธนาคารฟันธง ดอกเบี้ยธนาคารจะขึ้นสวนทางดอกเบี้ยนโยบาย เหตุสินเชื่อขยายตัวมาก
นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ในปีนี้คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเริ่มชะลอการปรับขึ้น ดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อรอดูผลจากการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์อาจเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากความต้องการสินเชื่อขณะนี้เติบโตได้สูงกว่าเงินฝาก ทำให้สภาพคล่องในระบบเริ่มลดลง
ทั้งนี้ ในช่วง 8 เดือนแรกที่ผ่านมา สินเชื่อของธนาคารเติบโตไปแล้ว 15% จากเป้าทั้งปีที่ 20% ซึ่งเป็นผลมาจากการเบิกใช้สินเชื่อในกลุ่มลูกค้ารายใหญ่และเอสเอ็มอีในช่วงครึ่งปีแรก จึงคาดว่าสินเชื่อทั้งปีจะเติบโตได้ตามเป้าหมายเนื่องจากในช่วงครึ่งปีหลังนโยบายบ้านหลังแรกและรถคันแรกจะเข้ามาช่วยกระตุ้นการเติบโตในกลุ่มสินเชื่อรายย่อย
ทางด้าน น.ส.วงษ์วธู โพธิรัชต์ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายตลาดการเงินและบริหารเงินสำรอง ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. มาถึงขณะนี้พบว่าเงินทุนจากต่างประเทศไหลออกแล้วกว่า 3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นไหลออกจากตลาดพันธบัตร 2 หมื่นล้านบาท และไหลออกจากตลาดหุ้นอีกกว่า 1 หมื่นล้านบาท
“ขณะนี้ผู้ส่งออกนำเงินออกมาขายน้อยกว่าผู้นำเข้ามาซื้อเงิน บวกกับภาวะที่เงินเหรียญสหรัฐปรับตัวในทิศทางแข็งค่าขึ้น เพราะนักลงทุนต่างชาติเลือกนำเงินกลับไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง หรือถือพันธบัตรในประเทศเศรษฐกิจหลักอย่าง สหรัฐ เยอรมนี มากขึ้นรวมทั้งเลือกถือเงินเหรียญสหรัฐมากขึ้น ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐปรับแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้สกุลอื่นๆ และเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงตอนนี้เงินบาทอ่อนค่าลงมาแล้วประมาณ 1.7-1.8%” น.ส.วงษ์วธู กล่าว
ทั้งนี้ การอ่อนค่าลงของเงินบาทไม่น่าห่วง เพราะสกุลเพื่อนบ้านในภูมิภาคที่เคยแข็งก็อ่อนลงเช่นกัน ซึ่งเงินบาทไทยอ่อนลงแค่ 1.7-1.8%ถือว่าอ่อนช้า และอ่อนน้อยกว่าสกุลอื่นๆ อย่าง มาเลเซียที่เคยแข็งค่าขึ้น 3% ขณะนี้อ่อนลงแล้ว 2% อย่างไรก็ตามการปรับตัวอ่อนค่าลงของสกุลเงินเอซียในช่วงนี้ เป็นผลจากปัจจัยความเชื่อมั่นในระยะสั้นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจากนี้ไปต้องจับตาดูผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ที่จะออกมาในวันที่ 20-21ก.ย.นี้ว่าจะมีมาตรการอื่นๆในการดูแลเศรษฐกิจออกมาอีกหรือไม่
นายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังสีผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สำนักวิจัยสายนโยบายความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่าทิศทางดอกเบี้ยไทยในปีหน้าจะเริ่มเข้าสู่ช่วงขาลง เนื่องจากปัญหาหนี้สาธารณะในประเทศกลุ่ม PIIGS ได้แก่ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซและสเปน มีแนวโน้มลุกลามและรุนแรงกว่าที่คาดเอาไว้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกถึง 70%
นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ให้มีการนับรวมมูลค่าการออกตั๋วแลกเงิน หรือตั๋วบี/อี เข้ากับเงินฝาก เพื่อดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง 6% ไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบธนาคารพาณิชย์
นายเกริก กล่าวว่า ผลกระทบจะไม่เกิดกับฐานะหรือสภาพคล่องไม่เพียงพอ เนื่องจากปัจจุบันธนาคารพาณิชย์เข้มแข็งมีเงินกองทุนสูง ขณะที่สภาพคล่องก็สูง ดังนั้น หากต่อไป ธปท.จะมีการกำหนดเกณฑ์การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องมาใช้กับตั๋วบี/อี ด้วยก็ไม่น่าจะกระทบอะไร ไม่ว่าจะเป็นธนาคารขนาดใหญ่หรือธนาคารขนาดเล็กที่นิยมระดมเงินผ่านตั๋วบี/อี ก็ตาม
“เกณฑ์การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง 6% ที่เราเตรียมจะนำมาใช้ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อระบบธนาคาร เพราะเดิมถึง ธปท.ไม่สั่งให้สำรอง ทางธนาคารก็ทำสำรองอยู่แล้ว ที่สำคัญหลักในการรับเงินฝากจากประชาชนก็ควรต้องมีสภาพคล่อง ซึ่งเดิมตั๋วบี/อี ยังไม่มีการทำแต่ตอนหลังมีการใช้ตั๋วบี/อีออกมาระดมเงินฝากจากประชาชนค่อนข้างมาก แต่เกณฑ์ที่มีอยู่ของธปท.ไปไม่ถึง เพราะเรามีแต่เกณฑ์ที่คุมเงินฝาก เราเลยจะเอาตั๋วบี/อีมารวมเป็นส่วนหนึ่งในการคำนวณการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องด้วยก็เท่านั้น” นายเกริก กล่าว
นายเกริก กล่าวว่า ในเรื่องผลกระทบต่อการนำเกณฑ์การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องมาใช้ ธปท.ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบอะไรเพราะก่อนจะพิจารณาทำเรื่องนี้ ธปท.มีการทำการสำรวจผลกระทบดูแล้ว ซึ่งไม่กระทบอะไร







