posttoday
คืนเงินรถคันแรกส่อเค้าวุ่นหนัก

คืนเงินรถคันแรกส่อเค้าวุ่นหนัก

18 กันยายน 2554

แม้จะเปิดโครงการอย่างไม่เป็นทางการไปแล้วในวันที่ 16 ก.ย. 2554 ที่ผ่านมา

แม้จะเปิดโครงการอย่างไม่เป็นทางการไปแล้วในวันที่ 16 ก.ย. 2554 ที่ผ่านมา

กับการคืนเงินสำหรับผู้ซื้อรถยนต์คันแรก เท่ากับจำนวนภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บไม่เกินคันละ 1 แสนบาท แต่ดูเหมือนว่าในขั้นตอนการปฏิบัติงานแล้ว ยังถือว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ยังต้องเผชิญปัญหากันอีกมาก และอาจจะส่งผลกระทบมากกว่าที่มีการคาดการณ์

เริ่มกันที่เรื่องแรกที่อาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายถึงกระทบความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ เมื่อค่ายรถที่ได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าว เช่น โปรตอนและทาทา ซึ่งทำตลาดรถยนต์และรถกระบะนำเข้า ออกมาส่งเสียงเตือนว่า โครงการดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายการกีดกันทางการค้าได้

ทำให้รัฐบาลเองต้องเร่งประชุมเพื่อปรับเปลี่ยนแนวทาง แก้ไขคำพูดเพื่อเป็นการเลี่ยงบาลี หวังเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น และเกี่ยวโยงไปถึงหน่วยงานด้านการค้าระดับโลกต่างๆ ที่แม้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะออกมายืนกรานว่าไม่น่ามีปัญหา แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่น่าติดตาม

ในเชิงของการปฏิบัตินั้น หลังจากที่รัฐบาลประกาศข้อกำหนดทั้งหมดออกมาเรียบร้อย มีการประเมินจากผู้ประกอบการในเรื่องของขั้นตอนที่ก่อให้เกิดความยุ่งยากตามมา โดยเฉพาะในประเด็นการถือครองรถให้เรียบร้อยก่อนถึงกำหนดเวลาสิ้นปี 2555 นั่นก็หมายถึงว่าหากมีการจองรถยนต์ไว้และยังไม่ได้ส่งมอบ ลูกค้าที่ซื้อรถก็จะเสียสิทธิไปทันที

คืนเงินรถคันแรกส่อเค้าวุ่นหนัก

แต่จากที่รู้กันอยู่ สำหรับตลาดรถยนต์ในประเทศไทย รถยนต์บางรุ่นที่ทำตลาดอาจจะต้องมีการสั่งจองกันล่วงหน้าอยู่แล้ว โดยรถยนต์รุ่นที่เป็นที่นิยมอาจจะต้องใช้เวลาในการสั่งจอง 3-6 เดือน ก็มีให้เห็นกันมาแล้ว ทางสมาคมอุตสาหกรรมยายนต์ไทยจึงออกมาประกาศเตือนลูกค้าแล้วว่า ควรจะคำนึงถึงระยะเวลาการส่งมอบรถให้มาก เพราะอาจจะเสียโอกาสได้

นอกจากนี้ หลังจากการประกาศจำนวนเงินที่จะคืนให้สำหรับรถยนต์แต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่น ที่ประกาศผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพสามิตในช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามตามมาอย่างมากมาย ถึงเรื่องของวิธีการคิดคำนวณและปริมาณการคืนเงิน ที่มีมากมายถึงกว่า 600 รุ่น ซึ่งแม้แต่ลูกค้าเองก็ถึงกับมึนเมื่อเข้าไปดูในเว็บไซต์ดังกล่าว

สำหรับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโครงการรถคันแรก แม้กรมสรรพสามิตจะออกมาจูบปากกับบริษัทเช่าซื้อให้สามารถปลดล็อกเพื่อโอนรถที่ถูกยึดได้ก่อน 5 ปีเป็นที่เรียบร้อย แต่ในขั้นตอนของการติดตามเอาผิดผู้ที่ได้เงินคืนแล้วทิ้งไม่ยอมผ่อนรถต่อ ซึ่งในเบื้องต้นมีการระบุว่าไม่มีกฎหมายใดๆ รองรับ นอกเหนือจากกฎหมายแพ่งว่าด้วยสัญญา ที่ไม่มีบทลงโทษอย่างเป็นทางการ ซึ่งก็หวั่นกันว่าจะเป็นช่องว่างที่ทำให้รัฐบาลเสียงบประมาณตรงนี้ไป โดยที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

แม้ในตัวนโยบายจะมุ่งเน้นไปที่การอยู่ดี กินดี ยกระดับมาตรฐานชีวิตของประชาชนชาวไทยที่มีรายได้ไม่สูงมากนัก แต่ต้องยอมรับว่าในขั้นตอนของการปฏิบัตินั้น ถือว่ามีความหละหลวมอย่างมาก และอาจจะเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการโกงเงินคืนในส่วนนี้ได้ ซึ่งก็ต้องติดตามว่า ในท้ายที่สุดจะมีการอุดช่องโหว่เหล่านี้หรือไม่ ด้วยวิธีใดกันบ้าง

อัดงบ 4 แสนล้านหนุนจำนำข้าว

เป็นโครงการที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดมากขึ้น สำหรับโครงการจำนำข้าวเปลือกที่เป็นข่าวมานาน เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติในหลักการ โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/ 2555 ภายใต้กรอบวงเงินสูงถึง 4.1 แสน ล้านบาท

งบประมาณดังกล่าวจะมาจากเงินสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท ที่เหลือ 3.2 แสนล้านบาท ให้กระทรวงการคลังจัดหาเงินทุนให้แก่ ธ.ก.ส. โดยวงเงินดังกล่าวแบ่งเป็นดอกเบี้ยจ่ายขาด 10,612 ล้านบาท ค่าบริหารสินเชื่อ ธ.ก.ส. 4,271 ล้านบาท โดยจะเริ่มโครงการวันที่ 7 ต.ค. 2554-30 ก.ย. 2555 ไม่จำกัดปริมาณ

ด้านค่าใช้จ่ายอื่นๆ มียื่นขออนุมัติรวมกว่า 9,958 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายเก็บรักษาข้าว 7,333 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการบริหารขององค์การคลังสินค้า (อคส.) 2,625 ล้านบาท ในส่วนการเก็บรักษาข้าวสารในโกดังระบบเปิด คิดตันละ 541 บาทต่อปี ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารของ อคส. วงเงินไม่เกิน 105 บาทต่อตัน และมีค่าใช้จ่ายวางระบบเชื่อมโยงข้อมูลรับจำนำ 48 ล้านบาท ค่าติดตั้งกล้องวงจรปิด 99 ล้านบาท

ยุโรป-อเมริกาชะลอสั่งสินค้าเกษตรไทย

ผลกระทบจากภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งในสหรัฐและยุโรป เริ่มส่งผลต่อเกษตรกรไทย เมื่อสภาหอการค้าไทย ระบุชัดเจนว่า กลุ่มสินค้าเกษตรจะโดนชะลอคำสั่งซื้อ 10-15%

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าสินค้าที่จะได้รับผลกระทบมีการชะลอการสั่งซื้อ ได้แก่ ข้าว สับปะรด และกุ้ง เนื่องจากสหรัฐและสหภาพยุโรปเป็นตลาดใหญ่ของสินค้าทั้งสามชนิดของไทย

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มองว่า เกษตรกรชาวไทยต้องปรับตัว โดยมองว่ามีตลาดที่น่าสนใจ ได้แก่ ตลาดจีนและอินเดีย น่าจะเป็นตลาดที่ดี เพราะมีประชากรจำนวนมาก ซึ่งน่าจะเจรจาเพื่อเปิดตลาดให้มากขึ้น

ขณะเดียวกันมีการคาดการณ์การส่งออกสินค้าไทยในปี 2555 จากกระทรวงพาณิชย์ว่า จะขยายตัวได้ถึง 15% จากปีนี้ที่น่าจะเกิน 15% มูลค่ากว่า 2.24 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

โม้ไม่ออกรถไฟฟ้า 20 บาทส่อแห้ว

แม้จะออกมาประกาศก่อนหน้านี้ว่าการเดินหน้านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายไม่น่าจะมีปัญหา แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ง่ายเสียแล้ว

เมื่อล่าสุด พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม ออกมายอมรับว่า ผู้ถือหุ้นของทั้งบีเอ็มซีแอลและบีทีเอส อาจฟ้อง ร้องเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว ทำให้ต้องสั่งให้ไปหาข้อสรุปทั้งหมดภายใน 2-3 เดือน

อย่างไรก็ตาม มีการบ่ายเบี่ยงออกมาว่านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายจะทำต่อเมื่อสร้างรถไฟฟ้าทั้ง 10 สายเสร็จเรียบร้อย และจะขอเร่งมือในการเดินหน้าก่อสร้างรถไฟฟ้าทั้ง 10 สายเสียก่อน

 

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม