posttoday
ซื้อรถคันแรกไม่ง่าย ซื้อหลังต.ค.55 มีสิทธิแห้ว

ซื้อรถคันแรกไม่ง่าย ซื้อหลังต.ค.55 มีสิทธิแห้ว

17 กันยายน 2554

นโยบายรถยนต์คันแรกที่รัฐบาลประกาศว่าจะเริ่มใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น

นโยบายรถยนต์คันแรกที่รัฐบาลประกาศว่าจะเริ่มใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น

ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์อย่างมาก แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เสียแล้วที่จะได้ครอบครองรถยนต์ที่มีสิทธิพิเศษนี้

ล่าสุด ไพบูลย์ ภู่เจริญ ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ ออกมาบอกว่า ผู้ที่มีสิทธิได้รับเงินคืนนั้น ต้องเป็นผู้ที่ได้รับส่งมอบรถได้ภายในสิ้นปีหน้า หรือวันที่ 31 ธ.ค. 2555 ไม่ใช่เป็นผู้จองภายใน 31 ธ.ค. 2555 แต่อย่างใด

โดยผู้ซื้อจะต้องยื่นเอกสารต่อกรมสรรพสามิตครบทั้ง 7 อย่าง ตามที่กรมสรรพสามิตกำหนด ก่อนวันที่ 31 ธ.ค. 2555 เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้ที่ต้องการได้รับสิทธิคืนเงินจากการซื้อรถยนต์คันแรก ควรซื้อรถภายในเดือน ต.ค. 2555 หรือก่อนปิดโครงการอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อเผื่อเวลาในการส่งมอบรถยนต์ที่อาจผลิตไม่ทันส่งมอบก่อนสิ้นปี 2555 แม้ในเวลานี้แต่ละค่ายจะเร่งผลิตรถยนต์เต็มกำลังการผลิตแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ หากผู้ซื้อยังไม่ได้รับการส่งมอบรถ ก็จะไม่สามารถนำไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ ทำให้เอกสารการขอคืนเงินไม่ครบ

นั่นหมายความว่าหากใครต้องการได้รถยนต์ กรุณาถามตัวแทนจำหน่ายให้ดีๆ ว่าสามารถส่งมอบรถให้ได้ก่อนสิ้นปีหน้าหรือไม่ ถ้าไม่ชัวร์อย่ามั่วนิ่มไปจอง เพราะอาจไม่ได้เงินคืนอย่างที่ต้องการ ความฝันที่จะได้รถยนต์คันแรกอาจจะต้องสลายไปได้

ไพบูลย์ ย้ำว่า กรมสรรพสามิตจะจัดมหกรรมเปิดตัวโครงการคืนเงินรถคันแรก ระหว่างวันที่ 4-8 ต.ค. 2554 ที่เมืองทองธานี ซึ่งจะมีทั้งบริษัทไฟแนนซ์และตัวแทนจำหน่ายรถยนต์นำโปรโมชันพิเศษของรถยนต์รุ่นที่ผู้ซื้อจะได้รับการคืนเงินจากรัฐบาลมาจัดแสดง ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อรถรับทราบข้อมูลที่ชัดเจนทันทีว่าจะได้รับคืนเงินเท่าไหร่ในการซื้อรถแต่ละรุ่น

ซื้อรถคันแรกไม่ง่าย ซื้อหลังต.ค.55 มีสิทธิแห้ว

นอกจากนี้ ยังมีการหารือกรณีให้รถยนต์นำเข้าต่างประเทศอย่างโปรตอน ทาทา และเฌอรี่ ได้รับสิทธิคืนเงินภาษีสรรพสามิตด้วย ซึ่งทางกรมรับเรื่องไปพิจารณาและให้คำตอบก่อนงานเปิดตัวโครงการ

ส่วนเรื่องจำนวน “เงินคืน” ก็ยังวุ่นวายอยู่อีกไม่น้อย เพราะแม้ว่าการคืนเงินจะอยู่บนอัตราภาษีสรรพสามิตของรถยนต์แต่ละรุ่น ขึ้นอยู่กับประเภทของรถยนต์ โดยรถยนต์อีโคคาร์เสียภาษีสรรพสามิตในอัตรา 17% ของราคาหน้าโรงงาน หรือ 76% ของราคาขายปลีก รถยนต์นั่งขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1500 ซีซี เสียภาษี 25% รถกระบะ 2 ประตู เสียภาษี 3% และรถกระบะ 4 ประตู เสียภาษี 12%

ทั้งนี้ ตามข้อมูลในเว็บไซต์ของกรมสรรพสามิต เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้ระบุเงินคืนออกมา ปรากฏว่ารถที่ได้รับเงินคืนน้อยที่สุด คือ รถกระบะ 2 ประตู ที่ได้เงินคืนเพียง 1.12 หมื่นบาทเท่านั้น ขณะที่รถอีโคคาร์ได้เงินคืนไม่น้อย โดยนิสสัน มาร์ช ได้เงินคืนตั้งแต่ 5.3-8 หมื่นบาท ขณะที่ฮอนด้า บริโอ้ ได้เงินคืน 6.4-7.3 หมื่นบาท

ส่วนรถยนต์นั่งที่มีขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1500 ซีซี ไม่ว่าจะเป็นเชฟโรเลต อาวิโอ้ โตโยต้า วีออส โตโยต้า ยาริส ฮอนด้า ซิตี้ และแจ๊ซ จะได้เงินคืนสูงสุดคือ 1 แสนบาท

ด้านรถกระบะ 4 ประตูนั้น ตามข้อมูลในเว็บไซต์ของกรมสรรพสามิตยังไม่สามารถนำมาอ้างอิงได้ เพราะเงินคืนรถกระบะบางยี่ห้อได้เงินคืนสูงถึง 1 แสนบาท ประกอบกับค่าเฉลี่ยของเงินคืนอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูง โดยอยู่ในอัตราตั้งแต่ 5 หมื่น-1 แสนบาทเลยทีเดียว ทั้งๆ ที่ในภาษีสรรพสามิตสำหรับรถประเภทดังกล่าวจะอยู่สูงสุดประมาณ 6.5 หมื่นบาทเท่านั้น รวมถึงยังขาดข้อมูลรถกระบะของฟอร์ดและมาสด้าอีกด้วย

เรื่องนี้ พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ยอมรับว่าตัวเลขเงินคืนนั้นยังไม่ใช่ตัวเลขที่แท้จริง

“ตัวเลขภาษีในตารางเป็นตัวเลขคร่าวๆ ตัวเลขจริงจะรู้ต่อเมื่อผู้ขอคืนภาษีมีหนังสือยืนยันว่าจะขอคืนภาษี ทางกรมก็จะส่งตัวเลขที่แท้จริงหลังจากตรวจสอบแล้ว ส่วนเงินคืนของกระบะ 4 ประตูที่สูงถึง 1 แสนบาท นั้นน่าจะเกิดความผิดพลาด ขอตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ก่อน”

ด้าน ศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ บอกว่า กรมอยู่ระหว่างการจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับนโยบายรถคันแรกเสนอต่อ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ในเร็วๆ นี้ เพื่อให้ปรับใช้ถ้อยคำของมาตรการที่จะนำมาใช้กับนโยบายรถยนต์คันแรก เพื่อไม่ให้ขัดแย้งกับกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) แม้ว่านโยบายดังกล่าวจะไม่ผิดกติกาดับเบิลยูทีโอ ที่ทุกประเทศสามารถดำเนินการได้ เพราะเป็นการอุดหนุนธุรกิจในประเทศของตัวเอง แต่วิธีการทำอย่างไรที่จะไม่ให้ขัดผลประโยชน์ของต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย

ซื้อรถคันแรกไม่ง่าย ซื้อหลังต.ค.55 มีสิทธิแห้ว

ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะที่จะนำเสนอนั้น จะชี้แจงถึงกติกาของดับเบิลยูทีโอที่รัฐบาลจะต้องไปพิจารณา เพื่อประกอบการจัดทำมาตรการรถยนต์คันแรก ซึ่งต้องทำความเข้าใจต่อทุกภาคส่วน โดยวิธีการออกแบบมาตรการจะต้องปรับให้เปิดกว้างและยืดหยุ่นมากกว่าจะไปกำหนดเงื่อนไขเฉพาะ เพราะตามหลักการแล้วไม่ได้ผิดกติกาหากรัฐบาลจะงดการเก็บภาษีสรรพสามิต เพื่อให้ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกมีสิทธิขอคืนภาษีได้ 1 แสนบาท แต่การกำหนดให้รถยนต์ที่ได้รับคืนภาษีต้องเป็นรถที่ผลิตภายในประเทศ ส่งผลต่อราคารถที่นำเข้ามาอาจแข่งขันได้ยากขึ้น จึงเป็นเรื่องของวิธีการในการปฏิบัติมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการส่งเสริมให้คนไทยบริโภคสินค้าภายในประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ ทุกประเทศสามารถทำได้ และก็มีหลายประเทศที่ใช้วิธีกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน การอุดหนุนภายใน แต่เมื่อไทยอยู่ในเวทีการค้าโลก ก็ต้องมีหลักปฏิบัติที่ทำให้ไม่ขัดแย้งกับข้อตกลงเช่นกัน ส่วนข้อตกลงการค้าสินค้าภายใต้กรอบอาเซียนนั้น นโยบายรถคันแรกไม่น่าจะผิดกฎเกณฑ์ เพราะไม่ได้เป็นการห้ามนำเข้าภายใต้ข้อตกลงของอาเซียนด้วยกัน

ขณะที่ กิตติรัตน์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ยังมึนอยู่ เพราะอยู่ดีๆ งานก็เข้าว่านโยบายรถคันแรกผิดเกณฑ์การค้าโลก ทำให้ต้องโยนเผือกร้อนก้อนนี้ออกไปก่อน โดยบอกว่ายังไม่ทราบมาตรการรถคันแรกที่จะดำเนินการออกมา เป็นเรื่องของกระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งจะผิดหลักต่อดับเบิลยูทีโอหรือไม่นั้น รมช.คลัง จะมีคำตอบให้ และควรไปถาม รมว.พาณิชย์ ดีกว่า

แม้ว่านโยบายนี้จะมีปัญหารออยู่เต็มไปหมด แต่ก็ต้องยอมรับว่าทำให้คนที่อยากได้รถคันแรกสามารถซื้อรถยนต์ที่ต้องการได้ง่ายขึ้นจริงๆ เพราะเมื่อพิจารณาจากเงินคืนที่สูงตั้งแต่ 5 หมื่น1 แสนบาท สำหรับรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ทำให้ราคาขายสุดท้ายเริ่มต้นที่ 3 แสนบาทต้นๆ ไปจนถึง 6 แสนบาท และแน่นอนว่าลูกค้าจะหันมาให้ความสนใจรถประเภทนี้มากที่สุด ซึ่งรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบกันเองก็คือ รถกระบะ 2 ประตู ซึ่งเดิมเป็นรถยนต์คันแรกอยู่แล้ว ด้วยราคาที่ถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับรถยนต์นั่งขนาดเล็ก

แต่เมื่อราคารถยนต์นั่งลดลง 1 แสนบาท ทำให้ส่วนต่างของรถยนต์นั่งขนาดเล็กกับรถกระบะ 2 ประตู ต่างกันมาก นั่นจะทำให้ลูกค้าหันไปซื้อรถยนต์นั่งขนาดเล็กแทนรถกระบะ 2 ประตู อย่างแน่นอน

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่