
บีบธปท.ห้ามขึ้นดอกเบี้ย
รัฐบาลประสานเสียงห้าม ธปท.ขึ้นดอกเบี้ยซ้ำเติมเศรษฐกิจ
รัฐบาลประสานเสียงห้าม ธปท.ขึ้นดอกเบี้ยซ้ำเติมเศรษฐกิจ
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยในงานสัมมนา “เดินหน้านโยบายปากท้อง” ว่า ขอยืนยันว่าต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากขณะนี้เงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น เป็นผลมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ไม่ได้เกิดมาจากเศรษฐกิจที่มีความร้อนแรงจนเกินไป
ดังนั้น ธปท.จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อมาควบคุมเงินเฟ้อ
ขณะที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ก็ไม่เห็นด้วยกับการที่ ธปท.จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะอัตราเงินเฟ้อยังไม่สูงกว่ากรอบ 0.5-3% จึงไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย และเชื่อว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ ธปท.รอบที่แล้วน่าจะเป็นการปรับขึ้นครั้งสุดท้ายของปีนี้
ทั้งนี้ ถ้า ธปท.จะต้องขึ้นดอกเบี้ยอีก ก็จะขอขยับกรอบเงินเฟ้อให้สูงขึ้นเพื่อให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก เพราะดอกเบี้ยเป็นตัวเพิ่มต้นทุนรายจ่ายของประชาชนและเอกชน
นายกิตติรัตน์ กล่าวถึงนโยบายการรับจำนำข้าวว่า รัฐบาลจะทดลองลองตลาดเป็นระยะเวลา 1 ปี หากรัฐบาลไม่สามารถขายข้าวได้ตามแผน จะมีการทบทวนสัดส่วนลดการเพาะปลูกข้าวจาก 58 ล้านไร่ เพื่อหันไปปลูกพืชทางเลือกอื่นทดแทน เช่น พืชตระกูลถั่ว และยืนยันว่าการดำเนินนโยบายจำนำข้าวนี้ ไม่เพิ่มภาระหนี้คงค้างของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่มีอยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ซึ่งหนี้มีสะสม|มาตั้งแต่โครงการประกันราคาข้าวในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล และเชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจะเป็นการลดภาระหนี้เก่าของ ธ.ก.ส. ด้วย
นายภานุพงศ์ นิธิประภา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินนโยบายด้านการเงินเฟ้อ เพราะว่าตอนนี้มีการคาดการณ์ภาวะเงินเฟ้อล่วงหน้า ถ้ากระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าจำเป็น เช่น ก๊าซหุงต้ม ไข่ เนื้อสัตว์ จะทำให้เกิดเงินเฟ้อขึ้นมาจริงๆ ซึ่งหากเกิดภาวะเงินเฟ้อแล้ว นโยบายการปรับขึ้นรายได้จะไม่ได้ผลมากนัก
นอกจากนี้ ยังอยากให้รัฐบาลรักษาความสมดุลด้านอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลควรมีกลไกการอุดราคาสินค้าเกษตรประเภทอื่นๆ นอกจากข้าวด้วย รวมทั้งควรมีการจัดสรรพื้นที่การปลูกพืชให้เหมาะสมเพิ่มประสิทธิภาพของผลผลิต และควรมี นโยบายชัดเจนที่จะรับมือเศรษฐกิจยุคที่ 3 ที่จะเน้นด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเพื่อลดต้นทุนค่าจ้าง







