
ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่รุ่ง
อเบอร์ดีนเผยผลตอบแทนแจ่มนักลงทุนแห่ซบหนีสหรัฐ-ยุโรป
อเบอร์ดีนเผยผลตอบแทนแจ่มนักลงทุนแห่ซบหนีสหรัฐ-ยุโรป
อเบอร์ดีน ชูบอนด์ตลาดเกิดใหม่ผลตอบแทนแจ่ม ฐานะการเงินปึ้กรับมือเศรษฐกิจสหรัฐวูบได้
นายพงค์ธาริน ทรัพยานนท์ หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันนักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจในตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทและรัฐบาลในกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากสหรัฐถูกปรับลดความน่าเชื่อถือของพันธบัตรรัฐบาลลง รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าผิดหวังจนธนาคารกลางสหรัฐประกาศคงอัตราดอกเบี้ย 0% ไปถึงปี 2556
“จากสัญญาณดังกล่าว ทำให้ตลาดเกิดความผันผวนอย่างมากโดยนักลงทุนเทขายสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงและสับเปลี่ยนการลงทุนมายังพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐแม้ว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจะถูกปรับลดระดับความน่าเชื่อถือก็ตาม ส่งผลให้อัตราผลแทนของพันธบัตร อายุ 10 ปีที่ออกโดยรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วไปอยู่ที่ระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ จนต้องหาสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนน่าพอใจ”นายพงค์ธาริน กล่าว
สำหรับเหตุผลที่ทำให้ตลาดเกิดใหม่น่าสนใจ เพราะประเทศเหล่านี้มีอัตราส่วนหนี้สินต่อผลิตภัณฑ์มวล รวมอยู่ในระดับต่ำ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูง ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากตราสารหนี้ก็อยู่ในระดับสูงกว่ากลุ่มประเทศที่พัฒนา
ขณะที่กองทุนเปิดอเบอร์ดีน อีเมอร์จิ้ง ออพพอร์ทูนิตี้ส์ บอนด์ ฟันด์ ซึ่งลงทุนในตราสารหนี้ประเทศเกิดใหม่มีผลตอบแทนที่ดีผ่านกองทุนรวมอเบอร์ดีน โกลบอลอีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ตส์ บอนด์ ฟันด์ ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 1 ก.ย. 2554 อยู่ที่ 9.59% สูงกว่าดัชนีเปรียบเทียบซึ่งอยู่ที่ 6.73% ย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 6.48% ดัชนีเปรียบเทียบอยู่ที่ 2.57%
ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนให้น้ำหนักที่ประเทศเกิดใหม่ในแถบละตินอเมริกา โดยมีสัดส่วนการลงทุนประมาณ 44% ของพอร์ต ในยุโรปตะวันออกกลางและแอฟริกาประมาณ 35% และอีก 17% ในประเทศเกิดใหม่แถบเอเชีย ซึ่งไม่รวมไทย โดยมองว่าหลายประเทศในแถบละตินเริ่มมีสัญญาณการหยุดขึ้นดอกเบี้ยและลดดอกเบี้ยลงแล้ว จึงยังให้น้ำหนักลงทุนมากกว่าตลาด ส่วนตราสารหนี้ในเอเชียที่ให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาด เพราะราคาค่อนข้างแพง ประกอบกับในบางประเทศ เช่น อินโดนีเซียที่มีแนวโน้มการเพิ่มอันดับเครดิตไปสู่ระดับที่น่าลงทุน รวมถึงการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
นอกจากนี้ ได้เพิ่มน้ำหนักลงทุนในเวียดนาม 1% จากเดิมไม่มี เนื่องจากมองว่าอัตราเงินเฟ้อของเวียดนามขยับขึ้นไปอยู่ระดับสูงสุดแล้ว และมีแนวโน้มลดลงในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า พร้อมกับลดดอกเบี้ยในอีก 12 เดือน ขณะที่ราคาถูกจึงน่าสนใจ พร้อมทั้งจะลดค่าธรรมเนียมการซื้อขายหน่วยลงทุนของกองทุนจาก 1.5% เหลือ 1% ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย.เป็นต้นไป
“หากเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปถดถอยก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่ โดยเฉพาะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ก็จะรับมือได้ เพราะหนี้สินมีน้อย และมองว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป แนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยก็นิ่งแล้ว” นายพงค์ธาริน กล่าว







