posttoday
ปรัชญา กุลวณิชพิสิฐ นำฟิลลิปฝ่ามรสุม

ปรัชญา กุลวณิชพิสิฐ นำฟิลลิปฝ่ามรสุม

07 กันยายน 2554

หลังจากที่ “สุชาย สุทัศน์ธรรมกุล” ลาออกไปดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ (บล.)

หลังจากที่ “สุชาย สุทัศน์ธรรมกุล” ลาออกไปดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ (บล.)

โดย..อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร 

ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ไม่นาน บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ก็ประกาศแต่งตั้ง “ปรัชญา กุลวณิชพิสิฐ” ขึ้นมารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทนแทบจะทันที

การก้าวขึ้นมารับตำแหน่งของ “ปรัชญา” ถือว่าเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เพราะเจ้าตัวคร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้ไม่ต่ำกว่า 20 ปี และเข้ามาช่วย

งานที่ “ปรัชญา” รับผิดชอบในฐานะตำแหน่งกรรมการบริหาร ดูแลงานค้าหลักทรัพย์ประมาณ 6 ปี ทำให้เข้าใจแนวทางการทำธุรกิจแบบฟิลลิปอย่างแตกฉาน จนเป็นที่รู้กันว่าเขาคือมือขวาที่ “สุชาย” ไว้ใจมากที่สุด

 

ปรัชญา กุลวณิชพิสิฐ นำฟิลลิปฝ่ามรสุม

“ปรัชญา” จบการศึกษาปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา และจบปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นเข้าร่วมงานกับโบรกเกอร์หลายแห่ง อาทิ บล.บีเอ็นพี พารีบาส์ เพรีกรีน (ประเทศไทย) บล.เอเซียพลัส และถูกทาบทามจาก “สุชาย” ให้มาช่วยงานที่ บล.ฟิลลิป ก่อนที่จะก้าวขึ้นรับตำแหน่งซีอีโอเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา

“ปรัชญา” เล่าให้ฟังว่า การขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของ บล.ฟิลลิป ถือเป็นความท้าทาย เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของธุรกิจโบรกเกอร์ที่กำลังจะก้าวไปสู่การเปิดเสรีในปี 2555 การแข่งขันที่รุนแรง การควบรวมกิจการ การแย่งชิงเจ้าหน้าที่การตลาด (มาร์เก็ตติง) เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

“การแข่งขันถือเป็นธรรมชาติของธุรกิจนี้ เพราะ บล.ที่มีขนาดใหญ่จะถูกกระทบช้า บล.ขนาดเล็กจะถูกกระทบเร็ว ดังนั้นทุกคนจึงพยายามทำให้ตัวเองใหญ่ขึ้น ฟิลลิปเองถ้ามีโอกาสก็จะเข้าเทกโอเวอร์เพื่อเพิ่มขนาดธุรกิจ แต่เราจะมุ่งเน้นการเติบโตจากภายในองค์กร (ออร์แกนิกโกรท) ด้วย เพราะถ้าโตจากการควบรวมอย่างเดียวไม่นานคงจะแตก”

นอกจากนี้ การปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อรับมือกับมรสุมที่รออยู่ข้างหน้ายังเป็นวิธีที่ดีสำหรับโบรกเกอร์ขนาดกลางถึงเล็กที่ไม่พิสมัยการควบรวมกิจการ ซึ่งรวมถึงฟิลลิปที่มี “ปรัชญา” ทางธุรกิจโดดเด่นเป็นของตัวเอง ยากที่จะแบ่งปันแนวทางกับใครได้

“เราไม่ได้ปิดกั้นตัวเอง แต่การควบรวมคงเป็นเรื่องยาก เราต้องหันมาปรับตัวด้วยการสร้างตลาดเฉพาะ (นิชมาร์เก็ต) ให้ชัดเจน เราอยากเป็นโบรกเกอร์ที่มีมัลติโปรดักส์ มัลติชาแนล แต่ซิงเกิลล็อกอิน กล่าวคือ เป็น บล.ที่มีสินค้าครบวงจร มีระบบการซื้อขายที่มีประสิทธิภาพ รองรับธุรกรรมได้หลากหลาย แต่สามารถเข้าสู่พอร์ตลงทุนทุกบัญชีได้ในไอดีเดียว ซึ่งในอนาคตอยากพัฒนาไปถึงขั้นมีถังเงินเดียว ไม่ว่าลูกค้าจะลงทุนอะไรก็ดูจากเงินถังนี้ ไม่ต้องเอาเงินไปทิ้งไว้หลายๆ ที่

โมเดลทั้งหมดที่พูดมาไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นใน 23 ปี แต่ฟิลลิปวางแผนมาแล้ว 2030 ปี เป็นนโยบายที่สานต่อกันมา บางอย่างลงทุนไปแล้วไม่ได้กำไร แต่ก็ต้องลงทุน เพราะเมื่อตลาดมาถึง เราก็จะตอบสนองลูกค้าได้เร็วกว่า ทุกวันนี้เงินก็เหมือนน้ำ ที่ไหนให้ผลตอบแทนดีก็จะไหลไปที่นั่น ถ้าเรามีความพร้อมทุกด้านก็จะได้ประโยชน์มากที่สุด

“ปรัชญา” วิเคราะห์ให้ฟังว่า หลังเปิดเสรี โบรกเกอร์ต้องมีตัวตน (โพสิชัน) ที่ชัดเจน กลุ่มที่น่ากังวลคือ บล.ที่มีมาร์เก็ตแชร์ต่ำกว่า 1.5% แนวทางการทำธุรกิจไม่ชัดเจน หรือพวกซื้อขายหุ้นเฉยๆ เพราะกลุ่มนี้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้กำลังจะถูกบีบลงมาจากการเปิดเสรี และโดยส่วนตัวเชื่อว่าค่าคอมมิชชันหลังเปิดเสรีคงไม่ลดไปกว่านี้แล้ว และประเด็นคงไม่ได้อยู่ที่คอมมิชชัน แต่อยู่ที่โบรกเกอร์ว่าสร้างกำไรให้ลูกค้าได้มากแค่ไหน ถ้าสร้างกำไรให้ลูกค้าได้มาก ค่าคอมมิชชันก็จะไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป

สำหรับเป้าหมายระยะสั้นของ บล.ฟิลลิป “ปรัชญา” บอกว่า อยากรักษามาร์เก็ตแชร์ค้าหลักทรัพย์ให้ได้ที่ 33.5% โดยปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้า 3.6 หมื่นบัญชี แบ่งเป็นบัญชีที่มีการซื้อขายสม่ำเสมอประมาณ 7,000 บัญชี หรือ 2023% ของบัญชีทั้งหมด ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีสัดส่วนประมาณ 30% มีมาร์เก็ตติงจำนวน 215220 คน ส่วนตลาดอนุพันธ์มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ระหว่าง 810% ซึ่งติด 1 ใน 3 โบรกเกอร์ที่มีมาร์เก็ตแชร์สูงสุด

“สิ่งที่ถือว่าเป็นจุดอ่อนและต้องเร่งแก้ไขของฟิลลิปคือ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพราะที่ผ่านมาเรามีกิจกรรมกับฐานลูกค้าและสาธารณะค่อนข้างน้อย ปัญหาที่พบคือถ้าไปคุยกับคนที่ไม่เคยเข้ามาเปิดบัญชีลงทุนกับฟิลลิปจะไม่มีชื่อของฟิลลิปอยู่ในรายชื่อของพวกเขาเลย ดังนั้นสิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อไปคือ ทำอย่างไรให้ฟิลลิปมียี่ห้อหรือมีแบรนด์ในตลาด ทำอย่างไรให้ฐานนักลงทุนหรือผู้ที่สนใจลงทุนในหุ้น ตราสารอนุพันธ์ การซื้อหน่วยลงทุน รวมถึงการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศจะต้องมีชื่อของ บล.ฟิลลิปอยู่ในรายชื่อที่เขารู้จัก

“ปรัชญา” กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาบริษัทประสบความสำเร็จกับการพาลูกค้าไปซื้อขายหุ้นในต่างประเทศค่อนข้างมาก ทำให้ปัจจุบันมีลูกค้ากว่า 600 บัญชี ซึ่งครอบคลุมการลงทุนใน 8 ตลาดจาก 6 ประเทศ คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย ญี่ปุ่น สหรัฐ และออสเตรเลีย 3 ตลาด ได้แก่ ตลาดหุ้นนิวยอร์ก แนสแด็ก และอเมริกัน เอ็กซเชนจ์ รวมถึงออสเตรเลีย โดยเป็นบัญชีที่มีการซื้อขายสม่ำเสมอหรือแอ็กทีฟกว่า 100 บัญชี คิดเป็นสัดส่วนกว่า 20%

ขณะที่ในอนาคตหากธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าไปลงทุนในตราสารอนุพันธ์ในต่างประเทศได้เช่นเดียวกับนักลงทุนสถาบัน ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้กับกลุ่มฟิลลิป เนื่องจากบริษัทมีจุดแข็งด้านความสัมพันธ์ที่มีต่อตลาดอนุพันธ์เกือบทั่วโลก

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีการเปลี่ยนแปลงระบบการซื้อขาย หรือเทรดดิง เอนจิน แพลตฟอร์ม เพื่อเพิ่มความสะดวกแก่นักลงทุนที่ส่งคำสั่งซื้อขายผ่านระบบอัลกอร์ เทรด ซึ่งระบบใหม่สามารถรองรับการส่งคำสั่งซื้อขายเพิ่มขึ้นอีก 500 เท่าจากปัจจุบัน และยังมีจุดเด่นในเรื่องของการต่อท่อรับคำสั่งซื้อขายกับนักลงทุนต่างประเทศได้โดยตรง ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมหลักทรัพย์โดยรวม ขณะที่ฟิลลิปเองก็มีความพร้อมที่จะฉกฉวยโอกาสดังกล่าว

ทั้งหมดนี้ คือวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของ “ปรัชญา กุลวณิชพิสิฐ” ซีอีโอป้ายแดงที่วันนี้พร้อมแล้วที่จะนำ บล.ฟิลลิปลุกขึ้นต่อกรกับคู่แข่งในอุตสาหกรรม เพื่อชิงความได้เปรียบก่อนเปิดเสรีอย่างเป็นทางการ 
 

 

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม