
เศรษฐกิจผู้มีอันจะกินผวา
แม้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง
แม้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง
รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทยจะออกมาระบุว่าผลกระทบของการลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากจากประชาชนไม่ค่อยมี แต่ในความเป็นจริงแล้ว คลื่นใต้น้ำในเรื่องเงินๆ ทองๆ นั้นรุนแรงไม่น้อย
ล่าสุด ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกปีนี้ ผู้ฝากเงินที่มีเงินฝากมากกว่า 50 ล้านบาทขึ้นไป เริ่มย้ายเงินเข้าสู่ธนาคารขนาดใหญ่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ผู้ฝากเงินไม่เกินรายละ 50 ล้านบาท ยังคงรูปแบบเดิม ซึ่งเริ่มเห็นมาแต่ต้นปี 2554
สิ่งที่สะท้อนภาพชัดคือสัดส่วนผู้ที่มีเงินฝากมากกว่า 50 ล้านบาท ในธนาคารขนาดใหญ่มีการปรับตัวขึ้นจาก 61.7% ในปลายไตรมาส 4 ปี 2553 ขึ้นมาเป็น 65.4% ในสิ้นไตรมาส 2 ปี 2554
การตัดสินใจโยกย้ายเงินฝาก หลังจากมีการลดเพดานคุ้มครองเงินฝาก สะท้อนถึงการชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงกับผลตอบแทนที่จะได้รับนั้นทำให้ธนาคารขนาดใหญ่ได้เปรียบจากภาพลักษณ์ความมั่นคง
ดังนั้น ธนาคารขนาดกลางและเล็กจึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยมาแข่งขัน จึงเห็นส่วนต่างของดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยระหว่าง 2 กลุ่มกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปีนี้ ดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารขนาดกลางและเล็กให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เฉลี่ยจะสูงกว่าธนาคารขนาดใหญ่อยู่ 0.13-0.2%
ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝาก 36 เดือน จะสูงกว่า 0.6-0.7%
ด้านเงินฝากระยะ 12-24 เดือน ธนาคารขนาดเล็กขนาดกลางจะจ่ายสูงกว่าเกือบ 0.4%
นี่คือแรงดีดสะท้อนของกฎหมายคุ้มครองเงินฝาก
แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะระบุว่า ธนาคารของไทยมีสภาพคล่องที่สูงพอ มีคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีพอ มีความมั่นคงที่แกร่งพอ แต่ผู้ฝากเงินควรหาข้อมูลเพิ่มเติมเป็นรายสถาบัน เพื่อเตรียมพร้อมรับเดือน ส.ค.ปีหน้า ที่เพดานคุ้มครองเงินฝากจะเหลือเพียง 1 ล้านบาทต่อรายเท่านั้น







