
สสว.อัดมหาดไทยดูแลโอท็อปไม่ทั่วขอดึงมาดูเอง
สสว.เล็งขอโอนการดูแลโอท็อปจากกระทรวงมหาดไทยมาดำเนินการเอง หวังช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตรับเปิดเออีซี
สสว.เล็งขอโอนการดูแลโอท็อปจากกระทรวงมหาดไทยมาดำเนินการเอง หวังช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตรับเปิดเออีซี
นายภักดิ์ ทองส้ม รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.เตรียมเสนอให้รัฐบาลโอนภารกิจในการพัฒนาผู้ประกอบการโอท็อปกว่า 3.3 หมื่นราย มาอยู่ในความรับผิดชอบของ สสว. จากปัจจุบันที่อยู่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย
ทั้งนี้ การขอโอนภารกิจดังกล่าวมาบริหารเอง เนื่องจากจำเป็นต้องเร่งเพิ่มศักยภาพในการผลิต การทำการตลาด และการติดต่อกับต่างประเทศของสินค้าโอท็อป เพื่อรองรับการแข่งขัน หลังจากที่มีการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 เพราะหากไม่รีบดำเนินการอาจส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของวิสาหกิจในท้องถิ่นได้
นอกจากนี้ สสว.ต้องการพัฒนามาตรฐานสินค้าของโอท็อปจากปัจจุบันที่มีสินค้าขึ้นทะเบียนอยู่กว่า 8 หมื่นผลิตภัณฑ์ แต่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) เพียง 4 หมื่นผลิตภัณฑ์เท่านั้น รวมถึงต้องการยกระดับมูลค่าเพิ่มของสินค้าเพื่อสร้างรายได้แก่ผู้ผลิต เช่น การพัฒนาสินค้า การปรับปรุงสินค้า และสร้างยี่ห้อ (แบรนด์) ให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้ามากขึ้น
ขณะเดียวกันพบว่าผู้ประกอบการโอท็อปจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ทำให้บางรายต้องกู้เงินนอกระบบ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูง หรือต้องนำทรัพย์สินที่มีอยู่ไปจำนำเพื่อนำเงินมาหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจ ดังนั้น สสว.จะส่งเสริมให้เกิดการเข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น รวมถึงการให้กองทุน สสว. ที่ปัจจุบันมีเงิน 1,300 ล้านบาท ร่วมลงทุนมากขึ้น
“สสว.จะให้ความสำคัญในการพัฒนาวิสาหกิจที่อยู่ในท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างเมืองใหญ่กับชนบท ที่ปัจจุบันพบว่ารายได้ของธุรกิจต่างกันมาก เพราะส่วนหนึ่งธุรกิจในเมืองจะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลมากกว่าในต่างจังหวัด ซึ่งการพัฒนาโอท็อปจะช่วยส่งเสริมการทำธุรกิจในชนบทรวมถึงการจ้าง งานและการใช้วัตถุดิบในพื้นที่ด้วย” นายภักดิ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาสมาคมและชมรมที่ดูแลธุรกิจเอสเอ็มอีประมาณ 100 สมาคมทั่วประเทศ เพื่อนำความรู้ไปพัฒนาเอสเอ็มอีโดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่ในชนบท เนื่องจากองค์กรหลายแห่งไม่มีศักยภาพในการให้คำปรึกษาเอสเอ็มอี







