posttoday
โอกาสลงทุนใหม่ในพม่า

โอกาสลงทุนใหม่ในพม่า

05 กันยายน 2554

ในช่วงประมาณ 60-70 ปีที่ผ่านมา เมื่อพม่าเป็นเอกราชจากอังกฤษ

ในช่วงประมาณ 60-70 ปีที่ผ่านมา เมื่อพม่าเป็นเอกราชจากอังกฤษ

โดย..ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์ 

นับเป็นประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในช่วงนั้นนับเป็นประเทศส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก มีผลผลิตไม้สักคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 75% ของโลก และมีประชากรมีการศึกษาสูง ทำให้มีการคาดหวังกันว่าในอนาคตจะเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ภายหลังได้รับเอกราช การพัฒนาเศรษฐกิจของพม่ากลับไม่ประสบผลสำเร็จตามที่คาดหวังเอาไว้ โดยเฉพาะภายหลังจากที่นายพลเนวินได้ก่อรัฐประหารเมื่อเดือน มี.ค. 2505 ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจครั้งใหญ่มาสู่รูปแบบสังคมนิยมแบบพม่า มีการยึดอุตสาหกรรมของภาคเอกชนมาเป็นของรัฐ และปิดประเทศไม่เน้นติดต่อค้าขายกับโลกภายนอก ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของพม่าต้องหยุดชะงักลง

แม้ต่อมาพม่าได้ปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจกลับคืนมาเป็นแนวทางทุนนิยมอีกครั้งหนึ่ง แต่การปฏิรูปทางเศรษฐกิจกลับไม่ประสบผลสำเร็จเท่าใดนัก โดยปัจจุบันพม่าซึ่งเดิมมีการพัฒนาการเศรษฐกิจก้าวหน้ากว่าไทย แต่ปัจจุบันตามหลังไม่เฉพาะไทยเท่านั้น ยังตามหลังลาวและกัมพูชาด้วย โดยในปี 2553 ชาวพม่ามีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเพียง 702 เหรียญสหรัฐ/คน ยากจนกว่าลาวและกัมพูชา ซึ่งมีรายได้เฉลี่ย 987 และ 814 เหรียญสหรัฐ ตามลำดับ

ปัจจุบันสถานการณ์ทางการเมืองของพม่าได้เริ่มคลี่คลายลง โดยเมื่อเดือน พ.ย. 2553 ได้จัดให้มีการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี แม้ว่าธรรมนูญจะเป็นประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ แต่ก็นับเป็นความก้าวหน้าระดับหนึ่ง ต่อมารัฐสภาได้เลือกให้ เต็งเส่ง อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีบุคลิกลักษณะเดินสายกลาย ให้มาดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี ยิ่งไปกว่านั้น ล่าสุดวันที่ 19 ส.ค. 2554 ประธานาธิบดีเต็งเส่งได้เชิญ อองซานซูจี ผู้นำฝ่ายค้านคนสำคัญ ไปพบปะหารือที่กรุงเนย์ปิดอว์ เมืองหลวงใหม่ของพม่า ทำให้ความตึงเครียดผ่อนคลายยิ่งขึ้น

จากสถานการณ์การเมืองไปสู่การสมานฉันท์ข้างต้น หลายฝ่ายมองว่าจะช่วยให้ประเทศตะวันตกผ่อนคลายการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพม่า และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะฟื้นฟูขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคต ทั้งนี้จากตัวเลขของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2549-2553) เศรษฐกิจพม่าเติบโตในอัตราเฉลี่ย 5.3% โดยคาดการณ์ว่าในปี 2554 และปี 2555 เศรษฐกิจพม่าจะเติบโตในอัตราเท่ากัน คือ ปีละ 5.5%

ขณะเดียวกันการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในพม่าได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยในปีงบประมาณ 2553 (เม.ย. 2553มี.ค. 2554) ได้เพิ่มขึ้นมากเป็นประวัติการณ์เป็น 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าตัวเลขการลงทุนสะสมในช่วง 20 ปีที่แล้วรวมกันที่เป็นตัวเลขเพียง 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยจีนเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุด คือ 8,270 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมา คือ ฮ่องกง 5,390 ล้านเหรียญสหรัฐ เกาหลีใต้ 2,670 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทย 2,140 ล้านเหรียญสหรัฐ สหราชอาณาจักร 799 ล้านเหรียญสหรัฐ สิงคโปร์ 226 ล้านเหรียญสหรัฐ

ล่าสุดพม่าได้ออกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ 2 ฉบับ คือ กฎหมายเขตเศรษฐกิจทั่วไปและกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2554 เพื่อชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการทวายท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายของกลุ่มอิตัลไทย ซึ่งถือว่าเป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่กว้างใหญ่มากถึง 2 แสนไร่ ใหญ่เป็น 10 เท่าของนิคมอุตสาหกรรมแถบมาบตาพุดหลายแห่งในพื้นที่แถบมาบตาพุดรวมกัน โดยกำหนดสิทธิและประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนี้

l ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปีแรกนับจากเริ่มมีรายได้ สำหรับรายได้จากการส่งออก

l ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลกึ่งหนึ่ง 5 ปี คือ ระหว่างปีที่ 6-10 (ปัจจุบันพม่ามีภาษีเงินได้นิติบุคคล 30% จะลดลงเหลือ 15%)

l ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลกึ่งหนึ่งอีก 5 ปี ในช่วงปี 11-15 หากนำผลกำไรที่ได้จากโครงการที่ได้รับการส่งเสริม มาลงทุนเพิ่มเติมในโครงการ

อนึ่ง ภายหลังสิ้นสุดระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีเป็นโครงการขนาดใหญ่และในปีใดปีหนึ่งส่งออกเป็นสัดส่วนเกิน 50% ของทั้งหมด หรือโครงการขนาดกลางและส่งออกในปีใดปีหนึ่งเกิน 60% ของทั้งหมด หรือโครงการขนาดเล็กและส่งออกในปีใดปีหนึ่งเป็นสัดส่วนเกิน 70% ของทั้งหมด จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับปีนั้นๆ

โอกาสการลงทุนในพม่าจึงไม่ใช่สิ่งที่จะมองข้ามอีกต่อไป จะต้องสนใจติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยหากสถานการณ์คลี่คลายลงไปอีก ในช่วง 1020 ปี พม่าอาจจะเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คล้ายคลึงกับเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันกำลังไล่ตามแบบหายใจรดต้นคอประเทศไทย 

 

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี