
ล้วงตับคลังหลวงเรื่องใหญ่
ประเด็นร้อนๆ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาสำหรับแวดวงการเงินจะต้องมีเรื่อง
ประเด็นร้อนๆ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาสำหรับแวดวงการเงินจะต้องมีเรื่อง “คลังหลวง”
อยู่ด้วยแน่นอน เพราะเป็น 1 ใน 4 เรื่องที่ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง สั่งให้ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปศึกษารายละเอียดและนำข้อสรุปมาหารือใน 1 เดือน โดยประเด็นทั้งหมด ได้แก่ 1.การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ 2.การขยายกรอบเงินเฟ้อ 3.ให้ดูแลการออกตั๋วเงิน (บี/อี) ของธนาคารพาณิชย์ และ 4.การแก้ไขหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งเรื่องที่มีความสำคัญและทำท่าจะมีปัญหามากที่สุด คือ การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ
ธีระชัย กล่าวว่า การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจะนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศส่วนหนึ่งออกมาจัดตั้งโดยแยกบัญชีออกมา ซึ่งจะต้องแก้ พ.ร.บ.เงินตราเพื่อให้นำเงินทุนสำรองฯ ออกมาใช้ได้สำหรับกองทุนนี้จะเป็นการบริหารร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับ ธปท. โดยมีข้อตกลงว่ากำไรจะนำไปทำอะไร และถ้าขาดทุนใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
“ปัจจุบัน ธปท.บริหารเงินทุนสำรองฯ ได้ผลตอบแทนน้อย การ บริหารจึงต้องคำนึงถึงผลตอบแทน หาวิธีจัดการใหม่ให้เหมาะสมและดูความเสี่ยงด้วย” ธีระชัย กล่าว
หลังจากนั้นประสารออกมาให้ความเห็นว่า “เงินทุนสำรองฯของไทยนั้นเป็นเงินที่มีเจ้าของหรือมีเจ้าหนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศของนักลงทุนต่างชาติที่มาลงทุนในพันธบัตร หุ้น ฯลฯ เงินนี้ต้องเก็บไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในยามที่เงินทุนไหลออกด้วย อีกส่วนเป็นหนี้ต่างประเทศน่าจะมีประมาณ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐเศษๆ หักเงินส่วนนี้แล้วจะเหลือเงินทุนสำรองเพียงพอจะนำไปลงทุนตั้งกองทุนหรือไม่ ก็ต้องดูให้ดี”
กระทรวงการคลังยังไม่ยอมถอย เมื่อวันที่ 2 ก.ย. นริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง มาแถลงว่า ธีระชัยได้ขอให้ธนาคารโลกทำการศึกษาแนวทางการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งของประเทศไทย รวมทั้งเชิญชวนให้บรรษัทการเงินระหว่างประเทศเข้ามาร่วมในการพัฒนาระบบการเงินฐานรากของไทยด้วย
ขณะที่พระอาจารย์นพดล นันทโน เจ้าอาวาสวัดป่าดอยลับงา จ.กำแพงเพชร ลูกศิษย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน หรือพระธรรมวิสุทธิมงคล แห่งวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี กล่าวว่า ขณะนี้คณะลูกศิษย์ของหลวงตามหาบัวทั่วประเทศ กำลังจับตาดูความชัดเจนในนโยบายของรัฐบาล ที่จะนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศออกไปตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติอย่างใกล้ชิดว่าจะนำเงินส่วนใดไปใช้
เรื่องร้อนๆ ของกระทรวงการ คลังยังไม่จบ เพราะต้องรื้องบ ประมาณปี 2555 เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ โดยที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า แผนการใช้จ่ายงบประมาณปี 2555 กำหนดขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งตั้งใจว่าจะไม่ให้ขาดดุลเกินจากที่กำหนด แต่ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอาจต้องกำหนดงบประมาณขาดดุลมากกว่าที่ตั้งไว้ เพราะเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจ และอาจส่งผลให้ต้องยกเลิกหรือชะลอบางโครงการ โดยเป็นความจำเป็นในการบริหารงบประมาณ
ในการประชุมร่วม 4 หน่วยงาน สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ ธปท. เมื่อวันที่ 1 ก.ย. กระทรวงการคลังจะเสนอให้มีการปรับเพิ่มกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ใหม่ เป็นงบประมาณรายจ่ายทั้งสิ้น 2.4 ล้านล้านบาท ประมาณการรายได้เพิ่มเป็น 2.05 ล้านล้านบาท ขาดดุลงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ภายใต้สมมติฐานว่า เศรษฐกิจของไทยจะเติบโตได้ 4.55% ตั้งเป้าว่ากรมสรรพากรจะจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 1.5 ล้านล้านบาท กรมสรรพสามิต 4.5 แสนล้านบาท และกรมศุลกากร 1 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นรายได้ของกรมธนารักษ์และการนำส่งเงินรัฐวิสาหกิจ โดยได้นำผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาล เช่น การขยายเวลาการลดภาษีน้ำมัน การลดภาษีนิติบุคคล การขึ้นค่าจ้าง เงินเดือนมาประมวลเรียบร้อย
สำหรับคนที่รอนโยบาย “บ้านหลังแรกรถคันแรก” อาจจะร้อนพอๆ กับกระทรวงการคลัง เพราะดูเหมือนว่า อะไรๆ ก็จะ “ป่วน” ไปหมด โดยบ้านหลังแรกจะไม่มีดอกเบี้ย 0% นาน 5 ปี แต่จะเป็นดอกเบี้ย 0% นาน 3 ปี ตามที่ วิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง ในฐานะกำกับดูแลนโยบายธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวไว้ว่า ภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า จะมีความชัดเจนในนโยบายบ้านหลังแรกของ ธอส. ซึ่งจะให้ ธอส.ปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ย 0% คงที่ 3 ปี วงเงินหลังละ 3-4 ล้านบาท
ขณะที่นโยบายคืนภาษีรถคันแรกก็ยัง “ยุ่ง” โดยหลักเกณฑ์ในการดำเนินการเบื้องต้นนั้น ยังคงมี นโยบายให้มีการคืนภาษีสรรพสามิตเต็มอัตราแต่ไม่เกิน 1 แสนบาท สำหรับรถกระบะและรถอีโคคาร์ แต่ บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมช.คลัง บอกว่า “ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างที่กรมสรรพากรจะต้องไปหารือเรื่องวิธีการคืนภาษีว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะยังติดปัญหาทางเทคนิคในการดำเนินการอยู่นิดหน่อย แต่จะเร่งให้ได้ข้อสรุปให้เร็วที่สุด เพื่อให้ทันเข้า ครม.ภายในเดือน ก.ย.นี้ และให้สามารถประกาศใช้ได้ทันภายในวันที่ 1 ต.ค. 2554”
ที่เป็นทั้งข่าวดีและข่าวร้าย คือ สัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ ได้แก่ กสิกรไทย กรุงเทพ และกรุงไทย พาเหรดกันปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นทั้งเงินกู้และเงินฝาก
สำหรับที่เป็นข่าวดีแน่ๆ คือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ประกาศปรับเพิ่มอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคารกรุงเทพและธนาคารไทยพาณิชย์ สู่ระดับ C- จาก D+ โดยแนวโน้มมีเสถียรภาพ ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ปรับตัวขึ้นแรง 2.4% หรือเพิ่มขึ้น 25.08 จุด ดัชนีปิดที่จุดสูงสุดของวันที่ระดับ 1,070.05 จุด ก่อนที่ปิดวันสุดท้ายของสัปดาห์ที่ 1,065.18 จุด โดยปัจจัยลบที่กดดันให้ดัชนีหุ้นลดลง ได้แก่ ปัจจัยจากต่างประเทศที่ยังไม่น่าไว้วางใจ และการตื่นข่าวว่าบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) จะเพิ่มทุน โดยข่าวดังกล่าวทำให้ราคาหุ้น ปตท.สผ.ลดลงอย่างหนัก และลงมาปิดตลาดที่ 166.50 บาท ลดลง 7 บาท หรือ 4.03%
ร้อนถึง เพ็ญจันทร์ จริเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการเงินและบัญชีองค์กร ปตท.สผ. ต้องออกมาปฏิเสธและกล่าวว่า “ปตท.สผ.ยังไม่เพิ่มทุนตอนนี้ เพราะหากดูสภาพตลาดในต่างประเทศก็ยังไม่เอื้ออำนวย และขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดรายละเอียดในการเพิ่มทุน จึงไม่อยากให้นักลงทุนตื่นตระหนก และหากอนาคตการเพิ่มทุนเกิดขึ้นจริง ก็อยากให้นักลงทุนมองเป็นเรื่องปกติอย่าตกใจ เพราะเป็นการทำให้ธุรกิจเติบโต”







